''เฟซบุ๊ก-เฟลดา'' กับการเปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์ในตลาดหุ้น

by Pannika 4 กรกฎาคม 2555 เวลา 21:45 น.

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการเปิดขายหุ้นครั้งแรกของเฟซบุ๊ก เฟลดา บริษัทน้ำมันปาล์มของมาเลเซียที่ไม่มีใครรู้จัก ก็เปิดตัวในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรก ด้วยมูลค่าสูงเป็นอันดับสองรองจากเฟซบุ๊ก และยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตรงกันข้ามกับทิศทางหุ้นของเฟซบุ๊ก ทำไมการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของสองบริษัทนี้ จึงมีอนาคตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

 
การเปิดขาย IPO หรือการเปิดขายหุ้นให้กับสาธารณชนเป็นครั้งแรกของเฟซบุ๊ก บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาในแวดวงนักลงทุนทั่วโลก ทั้งในฐานะบริษัทที่เปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กด้วยมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 ล้านล้านบาท และการที่หุ้นของเฟซบุ๊กตกลงอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 20 ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือน
 
และในสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟลดา โกลบอล เวนเจอร์ บริษัทผู้ผลิตน้ำมันปาล์มยักษ์ใหญ่ของมาเลเซียที่แทบไม่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการธุรกิจ ด้วยการเปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียครั้งแรก และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าเปิดตัวสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากเฟซบุ๊ก และแนวโน้มหุ้นยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงร้อยละ 16 ในปัจจุบัน
 
ความแตกต่างสำคัญประการหนึ่งระหว่างเฟซบุ๊กและเฟลดา ก็คือการที่เฟซบุ๊กตั้งมูลค่าของบริษัทสูงกว่าอัตราการประเมินผลกำไรในปีหน้าถึงกว่า 100 เท่าตัว ซึ่งถูกหลายฝ่ายโจมตีว่าเป็นการให้มูลค่าแก่กิจการโดยไม่อยู่บนรากฐานของความเป็นจริง ในขณะที่เฟลดาตั้งมูลค่า IPO ของบริษัทเพียง 14 เท่าของผลกำไรในปีหน้า ทั้งๆที่โอกาสในการเติบโตของบริษัทมีสูงกว่าเฟซบุ๊ก จากความต้องการน้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
นอกจากนี้ การที่หุ้นของเฟซบุ๊กกว่า 3 ใน 4 ยังอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งถูกห้ามซื้อขายเป็นระยะเวลา 6 เดือน ยังทำให้นักลงทุนจำนวนมากไม่กล้าเสี่ยงที่จะถือครองหุ้นเฟซบุ๊ก เนื่องจากเกรงว่าเมื่อถึงกำหนดการขาย ผู้ถือหุ้นเหล่านี้อาจเทขายหุ้น จนส่งผลให้ราคาหุ้นตกลงอย่างหนักได้ ในขณะที่ถึงแม้หุ้นจำนวนถึงร้อยละ 70 ของเฟลดาจะอยู่ในข้อจำกัดเดียวกัน แต่ผู้ถือหุ้นเดิมของเฟลดาคือรัฐบาลมาเลเซียและกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ซึ่งปกติไม่มีนโยบายในการเก็งกำไรระยะสั้นด้วยการเทขายหุ้น
 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้งสองบริษัทยักษ์ใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งก็คือ การที่ทั้งเฟซบุ๊กและเฟลดามีปัญหากำไรลดลงในช่วงก่อนการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเฟซบุ๊ก มีปัญหามาตั้งแต่ในช่วงแรกของการเปิดขายหุ้น ถึงการปิดบังการเปลี่ยนแปลงอัตราการคาดการณ์ผลกำไรต่อนักลงทุน ในขณะที่เฟลดาก็แถลงอย่างตรงไปตรงมาว่าบริษัทอาจไม่มีกำไรเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีนี้ 
 
แต่สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ หลายฝ่ายมองว่าบทเรียนเปรียบเทียบระหว่างการเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์ของสองบริษัทนี้ สะท้อนความจริงที่ว่าถึงที่สุดแล้ว การลงทุนกับกิจการในภาคการผลิตที่จับต้องได้ ยังคงมีความมั่นคงกว่าธุรกิจออนไลน์ที่อาศัยกระแสสังคมอย่างเฟซบุ๊ก 
EMBED CODE :
Thursday, Jul 24 2014