อนาคตเศรษฐกิจไทยปี2556

by Adcharawan 23 มกราคม 2556 เวลา 11:52 น.

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ยืนยันรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท พร้อมแนะเอกชนใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสนำเข้าสินค้าทุนและ เครื่องจักร ในช่วงนี้ 



ในการสัมมนา โจทย์ท้าทายอนาคตเศรษฐกิจไทยปี2556 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลพยายามดำเนินการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีสัญญาณของกำลังซื้อที่ลดลง ด้วยการปรับสมดุลผ่านกลไกการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ และส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน


ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งพบว่ามีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ เป็นทั้งผลดีและผลเสีย ในส่วนของไทยภาคเอกชนควรใช้โอกาสนี้ในการขยายการลงทุนนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี เข้ามาเพิ่มศักยภาพในการผลิต ทั้งนี้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.จะเป็นผู้ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและอาจใช้เครื่องมือดูแลค่าเงินเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่จะพยายามช่วยสร้างสมดุลค่าเงินบาทด้วยการนำเข้าสินค้าและเครื่องจักรที่ต้องใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะมองว่าการแทรกแซงค่าเงินบาทจะช่วยสร้างความสมดุลในระยะสั้นเท่านั้น


ด้านหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากมองอนาคตระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยจะเพิ่มขึ้น โดยระหว่างปี 2555-2562 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 53.8 จากเดิมเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2555 อยู่ที่ร้อยละ 43.9 โดยมาจากนโยบายประชานิยมและการบริหารงานของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ ทั้งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นการสะท้อนการขาดวินัยทางการคลัง อีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงการขาดสำนึกในการบริหารประเทศ


ทั้งนี้มองว่าไทยยังมีโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหากต้องการเป็น ศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคเอเชีย ไทยจะต้องเร่งขยายฐานการผลิตสินค้าที่ไทยเป็นผู้นำของโลก รวมทั้งอาศัยความได้เปรียบในเรื่องของที่ตั้งภูมิศาสตร์จากโอกาสในช่วงการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อแข่งขันกับนานาประเทศ


ด้านนายแอนดรู เบิร์นส์  ผู้จัดการกลุ่มแนวโน้มการพัฒนา แผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ ธนาคารโลก กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่า ในปี 2555 กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง หรือประเทศพัฒนาแล้ว จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ร้อยละ 1.3 และคาดว่าในปี 2556 จีดีพีจะอยู่ที่ร้อยละ 1.3 เช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในภาพรวมที่ยังมีความอ่อนแอ และยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจในกลุ่มอียูที่แม้จะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังมีความเปราะบางและยังไม่เข้มแข็งพอ


ส่วนจีดีพีในประเทศกำลังพัฒนาในปี 2556 จะเติบโตที่ร้อยละ 4.1 ถือเป็นการเติบโตที่ดี มีเสถียรภาพ โดยยังมีปัจจัยบวกจากเงินทุนไหลเข้าในประเทศกลุ่มนี้มากขึ้น


ส่วนปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คือ การแก้ไขปัญหาหน้าผาทางการคลังของสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน และอาจกระทบกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐเป็นจำนวนมาก หากการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐล้มเหลว จะทำให้จีดีพีในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาลดลงร้อยละ1 ได้


ดังนั้นในอนาคตกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรเน้นการเพิ่มความสามารถทางการคลัง ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อรองรับในกรณีที่สหรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลังได้ รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจต่างๆในภาพรวมให้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีกว่าการเร่งอุปสงค์ในประเทศ เพราะจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น

EMBED CODE :
Wednesday, Oct 01 2014