เปิดใจทูตจีน ย้ำ 'เปลี่ยนผู้นำ นโยบายไม่เปลี่ยน'

by Pannika 25 กันยายน 2555 เวลา 21:20 น.

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่สื่อมวลชน ตอกย้ำถึงนโยบายของจีนที่จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลังการเปลี่ยนผ่านผู้นำที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ที่เป็นประเด็นร้อนที่สุดในนโยบายต่างประเทศของจีนในปัจจุบัน 

 

เนื่องในโอกาสก่อนถึงวันชาติจีนในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้  สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศสัมภาษณ์นายกวนมู่ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน ในประเด็นต่างๆ ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และจีนกับอาเซียน ตลอดจนแนวนโยบายของจีนในทุกๆ ด้าน

 

โดยแน่นอนว่าประเด็นที่เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนมากที่สุด ก็คือการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีน ซึ่งจะมีขึ้นในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในปลายเดือนนี้ โดยนายกวนมู่กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่กำหนดวันที่แน่ชัด แต่จะมีขึ้นในปลายเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน และการประชุมดังกล่าว จะเป็นการเปลี่ยนแปลงบุคคลในรัฐบาล รวมถึงเป็นการกำหนดทิศทางของประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้าบริหารประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม นายกวนยืนยันว่าถึงแม้ผู้นำจีนจะเปลี่ยนหน้าไป แต่นโยบายส่วนใหญ่ของประเทศจะยังอยู่ในทิศทางเดิมที่จีนยึดมั่นมาตลอดหลายสิบปีตามแนวทางของนายเติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีน คือนโยบายภายในประเทศจะมีหลักการสำคัญคือการปฏิรูปและพัฒนา ส่วนนโยบายต่างประเทศก็คือการเปิดประเทศ และการอยู่ร่วมกับนานาชาติอย่างสันติ รวมถึงการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

 

นายกวนยังได้อ้างถึงนักวิชาการจีนคนหนึ่ง ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า จีนจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนในอีก 20 ข้างหน้า เช่นเดียวกับที่พัฒนามาแล้วตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศก็คือการที่พรรคคอมมิวนิสต์ยึดมั่นในหลักการ 'เปลี่ยนผู้นำ นโยบายไม่เปลี่ยน' ที่ทำให้จีนสามารถวางแผนการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และทำตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในจีน อีกประเด็นสำคัญที่นายกวนถูกตั้งคำถามก็คือกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งเรียกได้ว่ากำลังเป็นประเด็นร้อนที่สุดในการเมืองระหว่างประเทศ จากความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นในการอ้างพื้นที่เหนือเกาะเซนกากุหรือเตียวหยู ซึ่งนายกวนย้ำว่าจุดยืนที่ชัดเจนของจีนมาโดยตลอดก็คือ ทะเลจีนใต้เป็นของจีนโดยชอบธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ

 

อย่างไรก็ตาม นายกวนย้ำว่าจีนและอาเซียนได้เป็นคู่เจรจาที่ดีต่อกันมาโดยตลอดในการแก้ปัญหานี้อย่างสันติ แต่การแทรกแซงจากต่างชาติได้ทำให้บรรยากาศของการเจรจาเสียไป เห็นได้จากในเวทีการประชุมด้านการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน หรือ ARF ที่การเจรจาต้องล้มเหลวเนื่องจากมีความพยายามจากต่างชาติที่ต้องการให้ที่ประชุมลงมติประณามจีน

 

นายกวนยังได้ยกตัวอย่างว่า หลายๆ คนคงยังไม่ลืมว่าภูมิภาคอาเซียนเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เต็มไปด้วยสงครามและความวุ่นวาย เนื่องจากการแทรกแซงและการยุยงจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นสงครามอินโดจีนหรือสงครามเวียดนาม รวมถึงการปกครองของรัฐบาลเขมรแดงในกัมพูชา อาเซียนจึงควรตระหนักในบทเรียนดังกล่าวและพยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยเป็นที่แน่ชัดว่า การพาดพิงดังกล่าวของนายกวน หมายถึงมหาอำนาจคู่แข่งของจีนอย่างสหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ตาม นายกวนย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯยังคงเป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากทั้งสองประเทศตระหนักว่าความมั่นคงของประเทศตนเอง ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของอีกฝ่าย และจีนก็ยินดีที่สหรัฐฯพยายามเข้ามามีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถึงแม้ว่านายกวนจะทิ้งท้ายว่า นโยบายของสหรัฐฯในการกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเอเชีย เป็นสิ่งที่ 'ฟังไม่ขึ้น' เนื่องจากสหรัฐฯไม่เคยยุติการแทรกแซงภายในภูมิภาคเลยก็ตาม

EMBED CODE :
Thursday, Jul 31 2014