'เด็กอัจฉริยะแต่กำเนิด' ความหวังของจีนสู่ความยิ่งใหญ่

by Phanuwat 16 เมษายน 2556 เวลา 08:48 น.

การยกระดับคุณภาพการศึกษา ถือเป็นประเด็นที่รัฐบาลจีนชุดใหม่ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยนอกจากจะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาล เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว จีนยังพยายามเพิ่มจำนวนประชากรที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าค่ามาตรฐานอีกด้วย ถึงขั้นมีโครงการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อสร้างเด็กทารกอัจฉริยะ


ก่อนจะบรรลุเป้าหมายของการเป็นสังคมสมัยใหม่ ตามที่รัฐบาลจีนชุดใหม่วาดฝันไว้ การยกระดับคุณภาพประชากรด้วยการศึกษา เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการ จีนจึงทุ่มงบประมาณมหาศาล เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ให้เน้นความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น พร้อมลดแลกแจกทุน ส่งนักเรียนแถวหน้านับหมื่นคน ไปศึกษาต่อในสหรัฐฯและยุโรป เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาการศึกษาของจีน


แต่วิธีการนี้เป็นการเพิ่มความฉลาดที่ปลายทาง ซึ่งคงจะดีกว่ามาก หากรัฐบาลจีนสามารถผลิตเด็กอัจฉริยะตั้งแต่กำเนิดได้ จึงเป็นที่มาของโครงการทดลองตัดต่อพันธุกรรมเพื่อสร้างเด็กอัจฉริยะ ในห้องแล็บของ BGI ศูนย์วิจัยด้านพันธุกรรมที่ใหญ่ที่สุดของจีน


จากการวัดระดับสติปัญญาหรือไอคิวมนุษย์ทั้งโลก คนเอเชียมีพื้นฐานไอคิวสูงเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว โดยคนฮ่องกงมีไอคิวสูงที่สุดในโลกที่ 107 รองลงมาคือเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ส่วนจีนอยู่ในอันดับที่ 12 มีไอคิวเฉลี่ย 100 ตามมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม จีนตั้งเป้าเพิ่มไอคิวให้ได้ถึง 115 ภายใน 2 ช่วงอายุคน หากทำได้ จีนจะกลายเป็นชาติที่ฉลาดที่สุดในโลก และเหล่าอัจฉิรยะคงจะเดินชนกันเต็มประเทศ


โครงการตัดต่อพันธุกรรมนี้ เริ่มต้นจากการคัดเลือกคนที่ฉลาดที่สุดในโลก 2,000 คน และเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของพวกเขา แล้วนำจีโนมมาเรียงลำดับกัน เพื่อหาจีโนมที่ทำให้เป็นอัจฉริยะ จากนั้น จะนำไปปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน โดยคู่สามีภรรยาสามารถใช้จีโนมนี้ ให้กำเนิดบุตรที่เป็นอัจฉริยะไปได้เรื่อยๆ


แต่นักวิจัยจีนก็ชี้ว่า นี่ไม่ใช่การตัดต่อดีเอ็นเอ เพราะใช้ดีเอ็นเอเดิมที่พ่อแม่มีอยู่ในตัว เพียงแต่ร่นระยะเวลา กว่าที่ดีเอ็นเอที่ฉลาดที่สุดของพ่อและแม่จะมาจับคู่กัน ด้วยการคัดเลือกจีโนมออกมาตั้งแต่แรกเริ่มเลย ซึ่งเด็กที่เกิดมา ก็จะกลายเป็นสมบัติของพ่อแม่เหมือนเดิม


หากโครงการนี้สำเร็จ จีนจะมีจำนวนประชากรฉลาดล้ำเป็นทีวีคูณ ซึ่งหมายถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด แต่จนถึงขณะนี้ จีนยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีคัดเลือกจีโนมอัจฉริยะไปอีก 5-10 ปี กว่าจะใช้งานได้จริง ถ้าถึงวันนั้น ไม่เพียงแต่ระดับความฉลาดของเด็กเท่านั้น พ่อแม่ยังเลือกได้ด้วยว่า จะให้ลูกมีสีตา สีผม สีผิว รูปร่างหน้าตา รวมถึงจะให้มีพรสวรรค์เป็นอย่างไรด้วย   


แม้จีนยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ แต่ข้อได้เปรียบคือ คนจีนเกือบทั้งหมด นับตั้งแต่ผู้นำประเทศจนถึงคนธรรมดา ต่างเห็นด้วยกับการตัดต่อพันธุกรรม เพราะหวังว่าลูกหลานจะมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น และฉลาดมากขึ้น สวนทางกับชาติตะวันตก ที่แม้จะเริ่มทดลองก่อน แต่ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ว่า การตัดต่อพันธุกรรมขัดต่อหลักศาสนาหรือไม่

EMBED CODE :
Thursday, Jul 31 2014