ไม่พบผลการค้นหา
“ธนาธร” มองเลือกตั้ง 24 มี.ค. 62 ถือว่าล้มเหลว เลือกข้างทางการเมือง ด้าน อดีต กกต.ชี้ฝ่ายการเมือง พยายามแทรกแซง หวังผลประโยชน์ อิสระจนปราศจากการตรวจสอบ

คณะก้าวหน้า จัดเสวนา เรื่อง กกต.ไทยอย่างไรต่อดี ? โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รวมทั้งอดีต กกต.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร มาร่วมแสดงความเห็น 

นายธนาธร กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องพูดเรื่อง กกต.ในวันนี้ เพราะเห็นถึงความผิดปกติของการเลือกตั้งจำนวนมาก โดยเฉพาะระบบการนับคะแนนที่เห็นได้ชัดจากการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งจังหวัดนครปฐม ที่พบว่าการนับคะแนน 2 ครั้งไม่ตรงกัน มีการเปลี่ยนแปลงของผลคะแนนโดยที่ กกต.ยังไม่เคยตอบคำถามนี้ได้ นอกจากนี้ยังพบปัญหาในการประกาศผลการเลือกตั้งที่พบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เวลาในการประกาศผลถึง 44 วัน 

ธนาธร

ต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ที่ใช้เวลาเพียง 2 วันในการประกาศผล ซึ่งนอกจากประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นพันล้านคน ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใช้เวลาในการประกาศผลถึง 1 เดือนเหมือนประเทศไทย นอกจากนี้ นายธนาธร ยังมองว่า กกต.มีอำนาจทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร และอำนาจตุลาการอยู่ในตัวเอง แต่กลับเป็นองค์กรที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ 

อีกทั้ง กกต.ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของสนช. โดยไม่มีอำนาจยึดโยงกับประชาชนจึงมองว่า กกต.ที่เลือกข้างทางการเมืองเป็นต้นเหตุนำมาสู่การเลือกตั้งที่มีข้อกังขาอย่างมาก และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 แสดงให้เห็นชัดว่า กกต.ล้มเหลวในการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

ด้านนายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านการเลือกตั้งมา 8 สมัย เห็นว่า กกต.ในยุคหลัง ตนคิดว่าตัวเองมีอำนาจ อิสระจนปราศจากการตรวจสอบ แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎรเวลาเชิญ กกต. มาให้ความเห็น กกต.ก็จะส่งระดับเจ้าหน้าที่มาเสมอจึงทำให้เห็นชัดว่าตัวกรรมการ กกต.อยู่เหนือการตรวจสอบและใช้อำนาจตามอำเภอใจ 

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

นอกจากนี้ กกต.ยังขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบการทุจริต การจับทุจริตที่ผ่านมา มักมาจากเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเท่านั้น น้อยกว่าที่ กกต.จะไปจับด้วยตนเอง และ กกต.ยังล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริต ชื้อเสียงเลือกตั้ง แต่กลับทำหน้าที่ค่อยจับผิด การปราศรัยหาเสียงของนักการเมือง ทั้งที่เป็นเรื่องทางความคิดเท่านั้น 

ด้านนายพิชาย กล่าวถึงปัญหาการทำหน้าที่ของ กกต.ว่ามี 4 ประเด็นสำคัญ 1.คือการทำงานที่ไม่บรรลุประสิทธิผล เพราะยังมีการทุจริตการเลือกตั้ง และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ในขณะที่รูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยที่ กกต.สามารถตามได้ทัน ทำให้ กกต.มีความเชื่อถือลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นที่ประชาชนต้องลงชื่อกับขับไล่

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

2.กกต.ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีภาวะผู้นำทางการเมือง แต่กลับไปหมกมุ่นว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด 3.กกต.มีปัญหาเรื่องของความเป็นกลาง และความเป็นธรรมในการวินิจจัยในคดี รวมถึงความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน และ 4.กกต.มีปัญหาการทำงานร่วมกับประชาชน แต่กลับสร้างกลไลกีดกันการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการร่วมกันตรวจสอบการเลือกตั้ง 

นายสมชัย กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งในปัจจุบันยังมีกลโกงเหมือนยุค 30 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่มาการร้องเรียนถึงการสวมสิทธิลงเลือกตั้งแทนกัน ซึ่งย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว พบว่ามีเขตเลือกตั้งแห่งหนึ่งมีผู้ใช้สิทธิกันมาก จนได้รับรางวัลยกย่องการจัดการเลือกตั้งดีเด่น ซึ่งจากการลงไปเก็บข้อมูลพบว่า เกิดจากกรรมการหน่วยเลือกตั้งกาบัตรใส่หีบแทนประชาชน โดยที่ประชาชนไม่ต้องไปเลือกตั้งเอง ทำให้เขตเลือกตั้งดังกล่าวมีสถิติผู้มาใช้สิทธิมากถึง 92 เปอร์เซ็นต์

สมชัย

ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้เลว 2 ต่อ เพราะกรรมการโกงเลือกตั้งแล้ว แล้วยังเอาผลงานเลวไปขอรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ทำให้อำเภอนั้นได้รับรางวัลยกย่องว่าเป็นอำเภอที่มีประชาชนไปใช้สิทธิมากที่สุด ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ฝ่ายการพยายามเข้ามาแทรกแซง กกต.โดยแต่งตั้งคนของตนเอง เข้ามาเป็น กกต.เพื่อช่วยในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันทางการเมือง 

ทั้งนี้นายสมชัย เชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรียังไม่กล้ายุบสภา นายกรัฐมนตรี ต้องฟังฝ่ายการเมือง ไม่เช่นนั้น 4 กุมารคงไม่ลาออก นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจอะไรเลย เพราะภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นมา หากยุบสภาในวันนี้ พรรคพลังประชารัฐ จะสามารถส่ง ส.ส.รับเลือกตั้งได้ไม่เกิน 80 เขต และจะกลายเป็นวินาศทางการเมือง จากกฏหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

อ่านเพิ่มเติม