NEWS

'We Are X' สารคดีล่าสุดและการเติบโตกว่า 2 ปีของ 'Doc Club'

by ฟ้ารุ่ง ศรีขาว 21 มีนาคม 2560 เวลา 07:02 น.

“อยากจะเห็นหนังนอกกระแสมีโอกาสได้ยืน มีพื้นที่ฉายเพราะเชื่อว่าหนังคือวัฒนธรรมซึ่งประเทศที่เจริญแล้วจำเป็นต้องมีความหลากหลายให้คนเลือก โดยที่คนนำเข้ามามีโอกาสอยู่รอดเลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพได้” – ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ 

 
ที่มาภาพ Facebook : Documentary Club

แฟนคลับ Documentary Club และแฟนคลับวง "เอ็กซ์ เจแปน" เนืองแน่นลานชั้น 8 SFW Central World ขณะร่วมกิจกรรมก่อนดูหนัง "We Are X : เราคือเอ็กซ์" หนังสารคดีเรื่องล่าสุดของ “Doc Club” ฉายรอบพรีเมียร์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560

“ธิดา ผลิตผลการพิมพ์” ผู้ก่อตั้งDocumentary Club* โครงการที่คัดหนังสารคดีจากทั่วโลกมาฉายในไทย เล่าถึงสารคดีเรื่องล่าสุดว่า เหตุผลที่เลือก "We Are X : เราคือเอ็กซ์" มาฉายว่า ส่วนตัวเติบโตมาในยุคที่วง "เอ็กซ์ เจแปน"  ยิ่งใหญ่มาก จะบอกว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และเพลงรวมถึงเรื่องราวดราม่าของพวกเขามีอิทธิพลอยู่ในความทรงจำของหลายๆ คน 

“เราคิดว่าตัวเรื่องมีพลังมากพออยู่แล้วที่จะเอามาฉาย แล้วคนที่เป็นแฟน "เอ็กซ์ เจแปน"  ก็รอคอยเรื่องราวของเขาบนจอในคอนเสิร์ตอะไรก็ได้อีกครั้งหนึ่ง เราก็เชื่อว่ามีแฟนๆ ที่รอดูอยู่ อีกแง่หนึ่งถึงแม้ไม่ได้เป็นแฟน พอเราได้ดูก็พบว่า เรื่อง We Are X มันมีความเป็นหนังสารคดีที่มีพลัง เพราะในที่สุดแล้วมันไม่ได้เล่าว่าเพลงของ "เอ็กซ์ เจแปน"  เป็นยังไง หรือเล่าแค่ว่าวง "เอ็กซ์ เจแปน" ยิ่งใหญ่ยังไง แต่เล่าเรื่องของมนุษย์ เรื่องของคนที่เชื่อและรักในสิ่งที่เขาทำ และทุ่มเทแบบเหนือมนุษย์ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อที่จะสร้างสิ่งนี้ ดังนั้น เรารู้สึกว่าหนังมันทำงานกับคนจำนวนมาก
  

“ธิดา ผลิตผลการพิมพ์”

สำหรับสารคดีเรื่องนี้ได้เปิดเผยข้อมูลลับที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนหรือไม่นั้น ผู้ก่อตั้งDocumentary Club บอกว่า ตัวเรื่องเป็นการเล่าประวัติและจุดพีคซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คนรู้อยู่แล้วถึงจุดพลิกผันของวง แต่ว่าสิ่งที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือ เราได้ฟัง “โยชิกิ” ซึ่งเป็นหัวหน้าวงพูดหลายๆ อย่างที่เขาไม่เคยพูดออกสื่ออย่างชัดเจนมาก่อน เช่น ความรู้สึกที่เขามีต่อเพื่อนๆ แต่ละคน หรือความรู้สึกที่เขามีแล้วเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวง เช่น ตอนยุบวง, ตอน “ฮิเดะ”ตาย หรือว่าตอนที่ “โทชิ” ซึ่งเป็นนักร้องนำ ไปเข้าลัทธิแล้วก็เกิดการแตกหักในวง ทำให้ได้ฟังในแง่ความรู้สึกจริงๆ ของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และเราคิดว่าสิ่งที่เป็นจุดเด่นคือ ถ้าเราติดตามข่าว "เอ็กซ์ เจแปน" เราอาจจะเห็นแต่เหตุการณ์ ขณะที่สิ่งที่เราเห็นในหนังสารคดีเรื่องนี้คือเห็นความเป็นมนุษย์ 

“อีกสิ่งที่เป็นความน่าสนใจคือ นอกจากหนังจะให้น้ำหนักเรื่องวงแล้ว สิ่งที่เราสัมผัสได้มากๆ คือ หนังให้น้ำหนักกับเรื่องของ “แฟน” ซึ่งในหนังเราก็จะเห็นว่า "เอ็กซ์ เจแปน" มีคำพูดที่ว่า เขาไม่มีทางที่จะอยู่มายาวนานขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะแฟนๆ และเราว่าหนังทำให้เห็นตรงนี้ ดังนั้นในแง่ของคนที่ไม่ได้เป็นแฟน เราดูแล้วเราก็ตื้นตัน ที่วงดนตรีวงหนึ่งสามารถมีความผูกพันกับจิตใจของแฟนได้มากถึงขนาดนี้ หนังทำให้เราเห็นว่า เวลาคนรักสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วรักจริงๆ คนที่เป็นแฟนก็รักด้วยหัวใจจริงๆ อันนี้คือจุดที่สำคัญของหนัง”

 

สำหรับบรรยากาศในงานซึ่งคนมาร่วมเยอะเป็นพิเศษ “ธิดา” บอกว่า วันนี้เป็นรอบพรีเมียร์ของ"เอ็กซ์ เจแปน"  เป็นThailand Premiere รอบแรก ในประเทศไทย เราจัดกิจกรรมร่วมสนุกเล็กๆ น้อยๆ หน้าโรง วันนี้เป็นหมุดหมายอันแรกที่แฟนๆ "เอ็กซ์ เจแปน" มาพบกัน หลายคนก็บอกว่ารอผลงานของ"เอ็กซ์ เจแปน" มา 10 กว่าปีแล้ว แล้วอันนี้เหมือนกับมาปลดปล่อยความคิดถึง อันที่ 2 เราคิดว่าในแง่สารคดี เป็นสารคดีดนตรีมีพลังเร้าใจสูง ดังนั้น ในวันนี้ก็จะมีคนดูอีกจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ใช่สาวกเอ็กซ์ เจแปนเสียทีเดียว แต่ก็สนใจที่จะมาดูสารคดีที่พูดถึงพลังทางดนตรี รวมคนดู 2 กลุ่มมาเจอกัน ส่วนเรื่องที่ตั๋วหายก็โชคดีที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาในวันนี้(17 มี.ค.)ซึ่งฉายรอบแรก

“วันที่เราขายบัตรวันแรก ตอนเลิกงานแล้วเก็บของ คนในทีมวิ่งไปซื้อของเพื่อมาเคลียร์ พอกลับมาอีกทีปรากฏว่าตั๋วหายไปประมาณ 30 กว่าใบ หายไปพร้อมกับอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราก็กังวลมากว่าเขาจะมีเจตนาในการเอาตั๋วนี้ไปทำอะไร ที่เราห่วงที่สุดคือ เขาจะไปหลอกขาย ซึ่งจะทำให้มีคนจำนวนหนึ่งโดนหลอกแล้วนำมาซึ่งความปั่นป่วนในวันนี้ แต่โชคดีที่บุคคลผู้นั้น คงจะนำไปเป็นที่ระลึก และทุกครั้งที่เขาเห็นบัตรนั้น ขอให้เขาระลึกถึงว่าครั้งหนึ่งเขาเคยได้ทำให้พวกเราแทบจะหัวใจวาย แต่ก็ขอให้เขาได้กลับมาดู "เอ็กซ์ เจแปน" แล้วมีความสุขกับหนังเรื่องนี้แล้วกันค่ะ” 

การเติบโตของ Documentary Club และกิจกรรมในปีนี้ ผู้ก่อตั้งโครงการเล่าว่า “Doc Club” เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2557 ตอนนี้ก็ประมาณ 2 ปีครึ่งแล้ว สารคดีทั้งหมดก่อนหน้าที่จะมาถึง We Are X มีเรื่องที่ทำรายได้สูงสุดคือ Oasis: Supersonic ทำรายได้เยอะกว่า Citizenfour แต่ตอนนี้ก็คาดหวังว่า We Are X จะมีโอกาสที่จะขึ้นไปใกล้เคียงหรือถ้าแซงไปได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ด้วยความที่เป็นสารคดีดนตรี จึงมีฐานคนดูกว้างกว่า 

“Doc Club เริ่มต้นมาจากโปรเจคระดมทุนซึ่งตอนที่ระดมทุน ก็ประกาศเลยว่าทดลองทำ 1 ปีนะ เราก็ตั้งเป้าบอกทุกคนและบอกตัวเองว่า เป็นโปรเจ็คทดลองระยะเวลา 1 ปี เพราะเราก็ไม่รู้ว่ามันมีอนาคตหรือเปล่า แต่ในที่สุดผ่านมา 2 ปีครึ่งแล้ว ตอนนี้ก็คงไม่ได้มองไกลว่าจะต้องแบบยาวนานอมตะนิรันดร์กาล ตอนนี้ก็ค่อยๆ ทำแต่ละเรื่อง ทำแต่ละเดือน แต่ละปีค่อยๆ ไป แล้วก็ค่อยๆ มองหาที่ทางให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งจนถึงตอนนี้ เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีปัญหาอุปสรรคอะไรที่ทำให้อยู่รอดไปไม่ได้หรือเปล่า ตอนนี้ก็เหมือนเราทำไปและศึกษาไปเรื่อยๆ มีความหวังว่ามันจะอยู่ไปได้นานๆ 

“ปีนี้ นอกจากจะมีหนังที่เราพยายามคัดสรรเพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แบบที่เราทำมาตลอดอยู่แล้ว ส่วนที่ 2 คือ จะขยายโอกาสในการเข้าถึงคนดูให้กว้างขึ้น มีหลายรูปแบบเช่นการที่เราร่วมมือกับหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยกันทำวัฒนธรรมการดูดังในรูปแบบฟิล์มคลับขึ้นมา ดังนั้น เราก็มีโอกาสได้พาหนังของ Documentary Club เข้าไป ในที่ต่างๆ หลายๆ ที่ ไปฉายในพื้นที่ที่ไม่ใช่โรงหนัง นอกจากนั้น คงจะเปิดพื้นที่ในออนไลน์มากขึ้น ให้หนังมีโอกาสได้เข้าถึงคนที่อยู่ไกลหรืออยู่นอกพื้นที่ที่โรงหนังให้บริการ คิดว่าปีนี้จะเน้นเรื่องแบบนี้”  

เมื่อถามว่า การทำ Documentary Club มีความมุ่งหวังให้หนังนอกกระแสมีที่มีทางด้วยหรือเปล่า ผู้ก่อตั้งโคงการ บอกว่า ก่อนที่จะมาทำ “Doc Club” เราก็ทำนิตยสารไบโอสโคปมาก่อน ซึ่งหลายคนที่เคยอ่านก็อาจจะพอนึกออกว่า เป็นนิตยสารที่พยายามพูดถึง “หนังนอกกระแส” แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่หนังนอกกระแส เพราะเป็นหนังกระแสหลักในชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฮอลิวูด แล้วก็พยายามจะให้หนังเหล่านี้เป็นที่รู้จัก สารคดีก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น ที่เราทดลองทำว่ามันจะสามารถมีพื้นที่ยืนในประเทศไทยได้ไหม 

“ดังนั้นเราก็มุ่งหวังว่า ถ้า “Doc Club” สามารถเป็นประตู บานหนึ่งที่เปิดให้คนดูหนัง หรือโรงหนัง หรือใครก็ตามได้รู้สึกว่า สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนว่าไม่น่ามีโอกาส จริงๆ ก็สามารถมีที่ยืนได้ แล้วความหวังของเราก็อยากจะเห็นหนังอีกหลายๆ แบบ หนังนอกกระแสอื่นๆ มีโอกาสได้ยืน มีพื้นที่ฉาย มีคนดูที่ติดตามต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าสุดท้ายหนังคือวัฒนธรรมแบบหนึ่ง ซึ่งประเทศที่เจริญแล้ว จำเป็นต้องมีความหลากหลายในสิ่งเหล่านี้ มีทางเลือกหลายๆ อย่างให้คนเลือก โดยที่คนที่จะเอาเข้ามา มีโอกาสที่จะอยู่รอด เลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพได้ เราก็หวังให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับหนังแบบนี้” ธิดากล่าวและบอกว่า แฟนๆ ก็มอง “Doc Club” เหมือนเป็นแหล่งรวมสารคดีอันหนึ่ง ดังนั้น พอมีหนังสารคดีที่เปิดตัวในต่างประเทศ เป็นข่าวหรือได้รางวัล ออกTrailer แทบทุกสัปดาห์จะมีแฟนๆ เอามาแปะ บอกอยากดูเรื่องนี้ๆ คือเยอะมาก เราก็พยายามตอบสนองเท่าที่เราทำได้ 

ตอนนี้ก็มีสารคดีที่หลายคนรอคอยอยู่หลายเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่งเราก็พยายามหามา แนวหลักๆ ที่ผู้คนสนใจก็คือสารคดีดนตรี สารคดีที่เกี่ยวกับแฟชั่น หรือสารคดีอื่นๆ เช่น ตอนนี้มี Walk With Me ซึ่งเป็นเรื่องของ ติช นัท ฮันห์ ก็มีหลายคนชวนให้เอามาฉาย เราพยายามที่จะหาสิ่งเหล่านี้เพื่อมาตอบสนองคนดูที่อยากดู 

“กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ”

ด้าน “กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ” หรือครูจุ๊ย นักวิชาการอิสระด้านการศึกษา หนึ่งในแฟนตัวยงของ “Doc Club” กล่าวว่า Doc Club มีการเลือกหนังที่หลากหลาย อย่างวันนี้มาดู We Are X เรื่องราวของ "เอ็กซ์ เจแปน" วงดนตรีชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งใครๆ ก็รู้จัก นอกจากอะไรที่เป็นเอนเตอร์เทนเมนท์แบบนี้ “Doc Club” ก็ยังเลือกหนังที่น่าสนใจมากๆ ก่อนหน้านี้ก็มี “Life, Animated”  ซึ่งเป็นเรื่องเด็กออทิสติก หรือก่อนหน้านั้นอีกก็มี “Where to Invade Next”  ซึ่งทำให้เกิดประเด็นทางสังคมมากมาย หรือเลยจากนั้นไป ถ้าเก่ากว่านั้นไปอีก  “Doc Club” เคยฉาย “Cartel Land” ซึ่งเป็นเรื่องวงในของพวกค้ายาชาวเม็กซิกัน ถ้าไม่มีสารคดีแบบนี้ เราก็ไม่รู้จะได้เห็นชีวิตของผู้คนเหล่านี้หรือเปล่า แม้กระทั่ง ก่อนหน้านี้ไปอีก ก็จะเป็น Amy ซึ่งเป็นเรื่องของ Amy Winehouse นักร้องที่เสียชีวิตไปแร้ว สารคดีมีความหลากหลายมาก นอกจากความหลากหลายแร้ว สารคดีที่ “Doc Club” เลือกมา ยังทำให้เราได้คิดต่อหลายประเด็นที่ตัวสารคดีพยายามเล่าให้ฟัง เรื่องที่เห็นชัดที่สุด คือ “Where to Invade Next” เราเอามานึกต่อได้หลายๆ ประเด็น เช่น สภาพคุกต้องแย่เหมือนคุกที่เรามีตอนนี้หรือเปล่า ทำไมในนอร์เวย์ทำคุกแบบนั้นได้ หรือว่าระบบโรงเรียนระบบการศึกษาจำเป็นจะต้องเป็นแบบนี้หรือเปล่า  มีโมเดลอย่างอื่นอยู่ในโลกนี้หรือเปล่า 

“จุ๊ยคิดว่าอย่างหนึ่งที่ “Doc Club” ทำที่สำคัญมากกับคนดูก็คือ ทำให้เราได้เปิดดูโลกหลายๆ ใบ ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นในชีวิตประจำวัน ปกติเราจะยึดถือว่า การศึกษามีหนังสือและมีอินเตอร์เน็ต แต่หนังก็เป็นอีกสื่อที่จะนำมาช่วยในการเล่าเรื่องประเด็นต่างๆ ในห้องเรียนได้ ด้วยความที่เป็นหนังหรือหนังสารคดี นักเรียนก็จะไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ เพราะความที่มันเป็นสื่อ จึงลดทอนกำแพงไปหนึ่งเปราะ แล้วหนังสารคดี เมื่อทำออกมาให้มีความน่าสนใจ มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ในห้องเรียนเราสามารถเอาไปต่อยอดในประเด็นต่างๆ ที่นักเรียนกำลังเรียนอยู่ ได้ค่อนข้างดีทีเดียว”
 

“เฟื่องเฉลย สังข์สกฤษณ์”

ขณะที่ “เฟื่องเฉลย สังข์สกฤษณ์” หรือ “ต๋อง” หนึ่งในผู้ติดตามหนังสารคดีของ Documentary Club บอกว่า จำได้ว่าครั้งหนึ่งคุณธิดาเคยบอกว่า วิธีการเลือกหนังของ “Doc Club” ไม่ได้เลือกจากหนังทำเงินแต่เลือกจาก Passion ภายในและเชื่อว่าจะต้องมีคนที่มี Passion เดียวกัน แล้วพวกเราก็เจอกันและหวังว่าPassionนี้จะขยายออกไป – ฟังแล้วถูกใจมาก ส่วนตัวตั้งแต่ติดตามมา รู้สึกชอบหลายเรื่อง สำหรับเรื่องที่ชอบมากที่สุด คือ เรื่องคุณป้า “Iris” กับ “Life, Animated” ประทับใจมากได้มาดู 2 ครั้งเลย ดูแล้วคิดถึงหลาน และอยากให้กำลังใจ “Doc Club” ซึ่งทำได้ดี เลือกสารคดีได้มีเสน่ห์ เปิดมุมมองให้คนดูเห็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่เคยเห็น 

*Documentary Club หรือ “Doc Club” โครงการสำหรับคนรักหนังสารคดี ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 เป็นโครงการที่คัดสรรและซื้อสิทธิหนังสารคดีจากทั่วโลกมาทำซับไตเติลภาษาไทย จัดฉายในไทย ทั้งโรงหนังในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงสถานที่ที่ไม่ใช่โรงหนัง นอกจากนั้นยังจัดวงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งในมุมดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม สังคม การเมือง ฯลฯ 

โครงการ “Doc Club” เริ่มต้นจากการระดมทุน 1 ล้านบาทเพื่อฉายหนัง 7 เรื่องแรก เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเรื่องละ 1 แสนกว่าบาท ประกอบด้วย ค่าสิทธิในการนำมาฉายในที่สาธารณะแบบเก็บค่าเข้าชมเรื่องละ 1 แสนบาท ค่าทำคำแปล 2 หมื่นบาท การจัดการส่งพิจารณาเรตติ้ง 2 หมื่นบาท ส่วนแบ่งกับโรงฉายหนัง 50% ของรายได้ 

“Doc Club” ใช้พื้นที่สื่อสารในโลกออนไลน์ เช่น เฟซบุคแฟนเพจ Documentary Club ซึ่งมีผู้ติดตาม 131,823 รายและยูทูบ Documentary Club 

ตลอดเวลาที่ผ่านมามีหนังนอกกระแสที่เลือกมาแล้วฉายในโรงได้นานที่สุดถึง 2 เดือนเต็ม คือ “Where to Invade Next”
 

EMBED CODE :

MORE FROM THAILAND

CLIP Tonight Thailand : 27 เม.ย.นี้ จะได้เห็น 'บอส อยู่วิทยา' กลับเมืองไทยหรือไม่?
CLIP Tonight Thailand : 27 เม.ย.นี้ จะได้เห็น 'บอส อยู่วิทยา' กลับเมืองไทยหรือไม่?
อัยการ ออกหมายเรียกให้นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง มารับทราบข้อกล่าวหาคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย…
CLIP Tonight Thailand : 6 เดือน งานด้านความมั่งคงอยู่ระดับกลาง
CLIP Tonight Thailand : 6 เดือน งานด้านความมั่งคงอยู่ระดับกลาง
คปต.สรุปผลการปฏิบัติงานในรอบ 6 เดือน แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้งานด้านความมั่นคงอยู่ระดับกลาง…
ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตรวจเยี่ยมผลการปฏิบัติงาน
ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตรวจเยี่ยมผลการปฏิบัติงาน
ผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพล…
'สุเทพ' หนุนร่างกฎหมายพรรคการเมือง
'สุเทพ' หนุนร่างกฎหมายพรรคการเมือง
'สุเทพ' สนับสนุนร่างกฎหมายพรรคการเมือง ปลื้ม มาตรา130 เอาผิดนักการเมืองหัวหมอลับหลังได้…
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์ 16 – 22 เม.ย. 2560 
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์ 16 – 22 เม.ย. 2560 
สรุปข่าวสัปดาห์ที่ผ่านมา และมองไปข้างหน้าสัปดาห์นี้ จับตา คดีบอส อยู่วิทยาจะมาพบอัยการหรือไม่…
สอบเครือข่ายโชกุนย้อนหลัง แจ้งเพิ่ม 2 ข้อหา 
สอบเครือข่ายโชกุนย้อนหลัง แจ้งเพิ่ม 2 ข้อหา 
ผบช.ก.สั่งตรวจสอบย้อนหลังเครือข่ายสินแสโชกุนช่วง 10 ปี แกะรอยเส้นทางอายัดทรัพย์สิน…
ย้ายต้นมะขาม 30 ต้น ภายในวันที่ 25 เม.ย. 
ย้ายต้นมะขาม 30 ต้น ภายในวันที่ 25 เม.ย. 
พรุ่งนี้ (24เม.ย.60)กทม.จะเปิดการสาธิตการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ให้กับประชาชนเนื่อง…
ออกหมายจับ อดีตปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ โกงลงทุนโควต้าหวย
ออกหมายจับ อดีตปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ โกงลงทุนโควต้าหวย
ผบก.ป. ยืนยัน ศาลออกหมายจับอดีตปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ หลอกลงทุนสหกรณ์ลอตเตอรี่…
TOP
NOW :