เปิดปูมคดีปราสาทพระวิหาร ก่อนฟังคำตัดสินของศาลโลก

by Phennapha Chayasunthon 7 พฤศจิกายน 2556 เวลา 14:12 น.

คดีปราสาทพระวิหาร มีที่มาจากการที่กัมพูชา ยื่นเรื่องให้ศาลโลก ตีความคำพิพากษาของศาลเมื่อปี 2505 ในกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554  โดยศาลโลกจะอ่านคำพิพากษา ในวันที่ 11พ.ย.นี้  

 

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ จากข่าวสารนิเทศของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ 2012/36 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ขอให้ตีความคำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 กรณีปราสาทพระวิหาร (กัมพูชาฟ้องร้องไทย)


ในคำร้องนี้   กัมพูชาอ้างข้อ 60 ของธรรมนูญศาล ซึ่งกำหนดว่า "ในกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลฯ จะตีความคำพิพากษาเมื่อมีการร้องขอโดยคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" และกัมพูชาอ้างข้อ 98 ของข้อบังคับศาลด้วย โดยการอ้างอิงข้อบทดังกล่าว กัมพูชาระบุในคำร้องของตนถึง "ประเด็นในข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา" ที่เป็นปัญหา กัมพูชากล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงว่า
(1) สำหรับกัมพูชา คำพิพากษา (ที่ตัดสินโดยศาลในปี ค.ศ. 1962) อยู่บนพื้นฐานของเส้นเขตแดนที่มีอยู่แล้ว ซึ่งกำหนดขึ้นและยอมรับโดยรัฐทั้งสอง
(2) สำหรับกัมพูชา เส้นเขตแดนนั้นได้ถูกกำหนดโดยแผนที่ซึ่งศาลอ้างถึงในหน้า 21 ของคำพิพากษา ... แผนที่ซึ่งทำให้ศาลตัดสินว่าอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นผลโดยตรงและอัตโนมัติจากอธิปไตยของกัมพูชาเหนือดินแดนที่ปราสาทตั้งอยู่
(3) สำหรับกัมพูชา ไทยมีพันธกรณี (ตามคำพิพากษา) ที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือเจ้าหน้าที่อื่นจากบริเวณใกล้เคียงปราสาทบนดินแดนของกัมพูชา ... นี่เป็นพันธกรณีทั่วไปและต่อเนื่องซึ่งเป็นผลมาจากถ้อยแถลงเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชา ซึ่งยอมรับโดยศาลในบริเวณนั้น" โดยกัมพูชาอ้างว่า "ไทยไม่เห็นด้วยกับประเด็นเหล่านี้ทั้งหมด"
 

ในวันเดียวกันกับที่ยื่นคำร้อง กัมพูชายื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลออกมาตรการชั่วคราวด้วย โดยเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนและความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายที่ไม่อาจชดเชยได้ ทั้งนี้ กัมพูชา "ร้องขอด้วยความเคารพยิ่งให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษา ดังต่อไปนี้

 - การถอนกำลังของฝ่ายไทยทั้งหมดออกจากดินแดนเหล่านั้นของกัมพูชาซึ่งอยู่ในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร

 - ห้ามกิจกรรมทางทหารทั้งหมดโดยไทยในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร

 - ให้ไทยละเว้นจากการกระทำหรือการดำเนินการใดซึ่งอาจก้าวก่ายสิทธิของกัมพูชาหรือทำให้ข้อพิพาทในคดีหลักรุนแรงขึ้น


การพิจารณาของศาลเกี่ยวกับคำขอให้กำหนดมาตรการชั่วคราวดังกล่าวได้มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 30 และอังคารที่ 31 พฤษภาคม 2554  โดยระหว่างการพิจารณาของศาลดังกล่าว  ไทยได้ยืนยันว่าไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษาปี 2505  ทั้งนี้ ไทยไม่เคยโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ดังที่ยอมรับไว้ในวรรคแรกของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา ยิ่งไปกว่านั้นไทยอ้างด้วยว่า ไม่เคยโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ว่าไทยมีพันธกรณีที่ต้องถอนกำลังทหารออกจากปราสาทและบริเวณใกล้เคียง เท่าที่กำลังเหล่านั้นอยู่ในดินแดนกัมพูชา ไทยโต้แย้งว่าพันธกรณี "ณ ขณะนั้น" ได้รับการปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนโดยไทยแล้วและไม่สามารถนำไปสู่คำพิพากษาตีความ และไทยยืนยันว่าด้วยเหตุนี้ ศาลจึงขาดอำนาจอย่างชัดเจนที่จะ "ตัดสินคำขอให้ตีความของกัมพูชา" และกำหนดมาตรการชั่วคราวดังที่ผู้ร้องขอ


ในตอนท้ายของข้อสังเกตทางวาจารอบสอง   กัมพูชาได้ย้ำคำขอของตนให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว ตัวแทนประเทศไทยจึงได้มีคำขอต่อไปนี้ในนามรัฐบาลไทย "ตามข้อ 60 ของข้อบังคับศาล และเมื่อพิจารณาคำขอให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว และคำร้องทางวาจา ของราชอาณาจักรกัมพูชา ราชอาณาจักรไทยร้องขอต่อศาลด้วยความเคารพยิ่งให้จำหน่ายคดีที่ยื่นโดยราชอาณาจักรกัมพูชาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 จากสารบบ"


เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 ศาลได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว ซึ่งยื่นโดยกัมพูชา ศาลให้ข้อสังเกตแต่แรกว่า "ในชั้นต้นดูเหมือนจะมีข้อพิพาท" ระหว่างคู่ความเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษาปี 2505 และสรุปว่าศาลไม่อาจยอมทำตามคำร้องขอของไทยให้คดีที่เสนอโดยกัมพูชาถูกจำหน่ายออกจากสารบบ จากนั้นศาลได้กำหนดมาตรการชั่วคราวต่าง ๆ   ศาลตัดสินด้วยว่าคู่ความแต่ละฝ่ายควรแจ้งศาลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวเหล่านั้น และจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำขอให้ตีความ ศาลจะยังคงอำนาจในเรื่องซึ่งเป็นประเด็นแห่งคำสั่ง (ดูรายงานประจำปีของศาล ค.ศ. 2010-2011)


ตามข้อ 98 วรรค 3 ของข้อบังคับศาล ศาลได้กำหนดวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 เป็นเวลาสิ้นสุดการเสนอข้อสังเกตเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไทยเกี่ยวกับคำขอให้ตีความที่ยื่นโดยกัมพูชา ข้อสังเกตเหล่านี้ได้ถูกยื่นภายในเวลาที่กำหนด


นอกจากนี้ ตามข้อ 98 วรรค 4 ของข้อบังคับศาล ศาลได้ตัดสินใจที่จะให้โอกาสคู่ความที่จะยื่นคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร (Written Explanations) และได้กำหนดวันที่ 8 มีนาคม 2555 และ 21 มิถุนายน 2555 เป็นเวลาสิ้นสุดสำหรับการยื่นคำอธิบายดังกล่าวโดยกัมพูชาและโดยไทยตามลำดับเอกสารคำร้องดังกล่าวได้ถูกยื่นภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตามข้อบทเดียวกัน ศาลได้ตัดสินใจที่จะให้โอกาสคู่ความที่จะมีการอธิบายเพิ่มเติมทางวาจา (Further Oral Explanations) ตารางเวลาของการนั่งพิจารณาที่ได้กำหนดขึ้น


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2556 นายกรัฐมนตรีได้เชิญประชุมหน่วยงานพลเรือนด้านความมั่นคง ร่วมกับฝ่ายทหาร เพื่อหารือเรื่องคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นกรอบการประชุมที่เคยมีการประชุมมาก่อนหน้านี้เป็นระยะ โดยครั้งล่าสุด คือเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 และในวันนี้ ได้มีการติดตามงาน และพิจารณาแนวทางการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอรับบัญชานายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมในเรื่องต่าง ๆ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. แนวทางคำพิพากษา ที่ประชุมรับทราบแนวทางความเป็นไปได้ของคำพิพากษา 4 แนวทาง คือ
(1) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตัดสินว่าไม่มีอำนาจตีความ หรือมีอำนาจ แต่ไม่มีประเด็นต้องพิจารณา
(2) ศาลฯ ตัดสินตามแนวทางของกัมพูชา คือ ขอบเขต "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" (vicinity) เป็นไปตามเส้นบนแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ระวางดงรัก หรือใกล้เคียง
(3) ศาลฯ ตัดสินตามแนวทาง    ของไทย คือ ขอบเขต "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" (vicinity) เป็นไปตามเส้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 หรือใกล้เคียง
(4) ศาลฯ ตัดสินแบบกลาง ๆ คือ ศาลฯ อาจให้ความกระจ่างและสรุปขอบเขตผลของคำพิพากษาเดิมในส่วนเหตุผลที่กล่าวถึงแผนที่ มาตราส่วน  1: 200,000 ระวางดงรัก เพื่อเป็นแนวทางให้คู่กรณีไปเจรจากันตามนั้น  นอกจากนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการต่าง ๆ ตามผลคำพิพากษาในแต่ละกรณีด้วย

2. กลไกการดำเนินการภายหลังศาลฯ มีคำตัดสิน ที่ประชุมได้เห็นชอบ ดังนี้
     2.1 ให้หารือกับฝ่ายกัมพูชาเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับคำพิพากษาในกรอบของคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชา (JC) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม เพราะเป็นกรอบการหารือเรื่องความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะทาบทามนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชาต่อไป 
     2.2 ให้ตั้งคณะทำงานเพื่อวิเคราะห์คำพิพากษาและแนวทางการดำเนินการ โดยมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน มีผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งฝ่ายพลเรือน และทหารจากกองบัญชาการกองทัพไทย และทั้งสามเหล่าทัพ เป็นคณะทำงาน มีนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนรัฐบาลเป็นเลขานุการ และอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเป็นผู้ช่วยเลขานุการ คณะทำงานนี้มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฯ โดยละเอียด และเสนอแนะแนวทางการดำเนินการต่อรัฐบาล
     2.3  ให้ตั้งคณะกรรมการแปลเอกสารในคดีตีความฯ เพื่อให้เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ   คดีฯ ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยอย่างถูกต้อง เป็นเอกสารทางการที่ใช้ได้ และเก็บเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ต่อไป

3.  การเตรียมการในด้านอื่น ๆ
     3.1  ในชั้นนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะฝ่ายไทยเดินทางไปฟังการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ย.นี้ 
     3.2  รัฐบาลจะจัดการถ่ายทอดสดการอ่านคำพิพากษาทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ โดยทางโทรทัศน์จะออกอากาศพร้อมกัน 2 ช่อง ช่องหนึ่งเป็นภาษาไทย อีกช่องหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส ที่ผู้พิพากษาอ่านโดยตรง และปฏิบัติเช่นเดียวกันสำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุ
      3.3  มีการวางแผนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลในรูปแบบของสื่อต่าง ๆ เช่น สารคดีโทรทัศน์ สารคดีวิทยุ หนังสือการ์ตูน การพบปะกับสื่อมวลชนต่าง ๆ และการตรวจพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจและให้ความรู้ เป็นต้น

RELATED CONTENT

เผยสถิติ มะเร็ง 5 ชนิด ที่พบมากในเด็ก
เผยสถิติ มะเร็ง 5 ชนิด ที่พบมากในเด็ก
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยสถิติ มะเร็ง 5 ชนิด ที่พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15…
ท่าบริหารต้นขาเพื่อความ Balance ของร่างกาย
ท่าบริหารต้นขาเพื่อความ Balance ของร่างกาย
Work Out ประจำวันที่ 20 เมษายน 2558 ทดสอบความ Balance ของร่างกายด้วยท่านี้จะทำให้เรา มีความ…
ตร.จ่อออกหมายจับมือระเบิดเซ็นทรัลสมุย
ตร.จ่อออกหมายจับมือระเบิดเซ็นทรัลสมุย
ตำรวจ สเก็ตช์ภาพคนร้าย 1 ในผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุคาร์บอมบ์เซ็นทรัลสมุยได้แล้ว…
เตือน21-24 เม.ย.เหนือ-อีสาน-กลาง-ตอ.มีพายุฤดูร้อน
เตือน21-24 เม.ย.เหนือ-อีสาน-กลาง-ตอ.มีพายุฤดูร้อน
กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนช่วงวันที่ 21-24 เมษายน58 ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออก…
กมธ.ยกร่างฯ ยืนยัน อภิปราย รธน.วันนี้ ไม่ใช่พิธีกรรม
กมธ.ยกร่างฯ ยืนยัน อภิปราย รธน.วันนี้ ไม่ใช่พิธีกรรม
ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 เมษายน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะประชุมเพื่ออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่…
'ธาริต' ขอเลื่อนแจ้งที่มาทรัพย์สินต่อป.ป.ช.
'ธาริต' ขอเลื่อนแจ้งที่มาทรัพย์สินต่อป.ป.ช.
อดีต อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเลื่อนแจ้งที่มาทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ออกไป อีก…
'สรรเสริญ' ยันเด้ง5ขรก.ศธ.ไม่เกี่ยวการเมือง
'สรรเสริญ' ยันเด้ง5ขรก.ศธ.ไม่เกี่ยวการเมือง
นายกรัฐมนตรี ต้องการเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา จึงใช่อำนาจตามมาตรา44 โยกย้ายตำแหน่งผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ…
'ชูวิทย์' วิพากษ์ร่างรธน.ฉบับใหม่มั่วซั่วไปหมด
'ชูวิทย์' วิพากษ์ร่างรธน.ฉบับใหม่มั่วซั่วไปหมด
'ชูวิทย์' วิพากษ์ ร่างรธน.ฉบับใหม่อ่านแล้วปวดหัว มั่วซั่วไปหมด เปรียบ…

VOICE TV TWEETS

NEWS PROGRAMMES

VOICE NEWS 06:00

video
'ธาริต' ขอเลื่อนแจ้งที่มาทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
อดีต อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเลื่อนแจ้งที่มาทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ออกไป อีก 30 วัน มั่นใจชี้แจงได้ทุกรายการ ไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ

INTELLIGENCE

video
รธน.เกาไม่ถูกที่คัน
Google plus

VARIETY PROGRAMMES

THAILAND

หนุ่มญี่ปุ่นแฉอีก! ชี้ 'สุวรรณภูมิ' คือความน่าอายของไทย
หนุ่มญี่ปุ่นชี้สุวรรณภูมิคือความน่าอับอายของประเทศไทย หลังเพื่อนโดนโกงค่าแท็กซี่ ระบุหลังเกิดเรื่องคราวก่อนก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงอยากให้ฝากไปถึงรัฐบาลด้วย
TOP
NOW :