NEWS

คุยกับสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจไทย: ขอให้พวกคุณโชคดี

by ปัญญารัชต์ ลือวานิช 24 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:44 น.

ประเทศไทยไม่ใช่เสรีนิยมใหม่อย่างที่ชอบพูดกัน  เราไม่สามารถดำเนินนโยบายคู่ขนานสร้างการเติบโตไปพร้อมการกระจายรายได้   การเมืองไม่เสถียรส่งผลต่อนโยบายระยะยาว ราชการกลายมาเป็นอุปสรรค และ Technology Disruption คือความท้าทายใหม่ ที่ไม่รู้ว่าคนไทยเข้าใจกันดีหรือยัง


ทศวรรษ 2530 ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง จนได้ฉายาว่าเป็น ‘เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย’ ทว่าคนรุ่นหลังแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าสภาพเศรษฐกิจที่เรียกว่าโตเร็วนั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร

ยิ่งระยะหลัง ความสามารถในการเติบโตของประเทศไทยลดลง เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ตามมาด้วยผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2551 การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังจากนี้จะโตปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ช่องว่างทางรายได้ของประเทศไทยก็ไม่ได้ลดลง ซ้ำร้ายคนรุ่นใหม่ยังเจอกับวิกฤตเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา โดยไม่มีโอกาสได้กำหนดอนาคตของตัวเอง สภาพตอนนี้จึงยากแก่การมองเห็นอนาคต และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตั้งรับกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหน้าอย่างไร

Voice TV ชวน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาคุยถึงเรื่องนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยซึ่งสัมพันธ์กับการเมือง ในฐานะที่นโยบายเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อชีวิตของคนนับล้าน  ประเทศไทยจะไปทางไหน? นโยบาย ‘ไทยแลนด์ 4.0’ มีน้ำยามากพอจะพาคนรุ่นหลังกลับเจอช่วงรุ่งโรจน์อย่างคนรุ่นก่อนได้หรือไม่? ไทยแลนด์ 4.0 มีความสามารถที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำหดแคบลงได้อย่างไร? และคนรุ่นหลังต้องเผชิญกับอนาคตแบบไหน?

สมเกียรติ เริ่มต้นพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจหลักๆ ในรัฐบาลประยุทธ์ ตั้งแต่ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต’ ที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนและหวังกระจายรายได้สู่จังหวัดชายแดน แต่ผลไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ‘นโยบายส่งเสริม 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม’ เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่เน้นการกระจายรายได้ โดยลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน สุดท้ายก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน ภายหลังรัฐบาลประยุทธ์หันมาชูแนวความคิด ‘ไทยแลนด์ 4.0’

“ไทยแลนด์ 4.0 คือ การทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานความรู้ รัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งเป็นคนคิด ไทยแลนด์ 4.0 บอกว่า 1.0 คือ เศรษฐกิจเกษตร    2.0 คือ เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเบา   3.0 คือ เศรษฐกิจอุตสาหกรรมหนัก    4.0 คือ เศรษฐกิจฐานความรู้” สมเกียรติอธิบาย

สมเกียรติ เสริมว่าในแง่การตลาด นโยบายนี้มีทั้งจุดแข็งคือใช้คำหวือหวา ทำให้ติดตลาดเร็ว และจุดอ่อนคือ คนมักจะสับสนกับคำว่า “อุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งความหมายไม่เหมือนกัน “อุตสาหกรรม 4.0 คืออุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรที่สามารถคุยกันเองด้วยเทคโนโลยี Internet of Things ทีนี้ ไทยแลนด์ 4.0 ความหมายมันไม่ใช่เศรษฐกิจที่ใช้ Internet of Things แต่มีส่วนเหลื่อมๆกัน ความหมายของไทยแลนด์ 4.0 คือ เศรษฐกิจฐานความรู้  ซึ่งก็เห็นด้วยว่าเป็นทิศทางที่ต้องไป เพราะฉะนั้นโดยแนวความคิดเป็นเรื่องดี ส่วนจะเกิดขึ้นได้ ต้องขึ้นกับยุทธศาสตร์และการปฏิบัติในระดับโครงการ”

Voice ถามถึง ลักษณะของนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีต จนถึง ไทยแลนด์ 4.0 ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นอย่างไร สมเกียรติเริ่มตอบคำถามด้วยการอธิบายว่า มันขึ้นอยู่กับว่านโยบายพัฒนาเศรษฐกิจนั้นเน้นจุดประสงค์เพื่ออะไร เพราะโดยหลักๆ แล้ว มีนโยบายเพื่อตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และ นโยบายเพื่อตอบโจทย์กระจายรายได้

“ถ้าเป็นนโยบายที่มุ่งหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจเรื่องการกระจายรายได้ นโยบายที่ทำให้ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจดีและการกระจายรายได้ดีด้วย มันทำยาก ส่วนใหญ่เราจึงเห็นนโยบายของรัฐบาลไทย แต่ไหนแต่ไรสองส่วนนี้จึงค่อนข้างแยกจากกัน โตก็โต กระจายก็กระจาย ไม่ใช่เป็นทูอินวัน นโยบายมันจึงออกมาเป็นท่อนๆ แล้วค่อยเอามาผสมกัน นโยบายมันเป็นแบบนี้ตลอด”

“แต่ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ผมคิดว่าทิ้งตัวใดตัวหนึ่งไปโดยเด็ดขาด มันทิ้งไม่ได้ ถ้าทิ้งการสร้างการเจริญเติบโต มันก็มีงบประมาณมาแจกกันน้อยลง แต่ถ้าทิ้งการกระจายรายได้ในช่วงที่การเมืองเป็นประชาธิปไตย ก็จะมีโอกาสแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือ แม้แต่ไม่ใช่แต่รัฐบาลประชาธิปไตยก็มีแรงกดดันไม่วิธีใดวิธีหนึ่ง ในทางหนึ่งการเอาเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้มีกำลังซื้อกลับมาด้วย ในขณะเดียวกันความไม่พอใจต่อรัฐบาลก็จะน้อยด้วย” สมเกียรติเสริม

นโยบายเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

นโยบายเพื่อการกระจายรายได้ เช่น นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ นโยบายแทรกแซงราคาพืชผลทางเกษตร นโยบายลงทะเบียนคนจน

นโยบายเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพื่อการกระจายรายได้ เช่น นโยบายปฏิรูประบบการศึกษา

 

 

Voice TV ชวนคุยต่อว่าเป็นเพราะประเทศไทยไม่สามารถเลือกยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจได้หรือเปล่า ทำให้ชุดนโยบายที่ออกมาบางครั้งมันขัดกัน เป็นเพราะเราเลือกไม่ได้ระหว่างเสรีนิยมใหม่ซึ่งเป็นกระแสของโลก กับ ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สมเกียรติบอกว่า นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่จะตอบทั้งโจทย์กระจายรายได้และสร้างการเติบโต มันต้องอาศัยการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งทำให้ได้ค่าจ้างสูง เศรษฐกิจฐานรากดี การเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้มันจะเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ของประเทศไทยไม่ได้มีจุดตั้งต้นแบบนั้น และสมเกียรติไม่เห็นด้วยกับการเรียกเศรษฐกิจไทยว่าเป็นเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่

“ผมไม่คิดว่าคำว่าเสรีนิยมใหม่เหมาะ เพราะประเทศไทยไม่ใช่เศรษฐกิจแบบเสรีแบบโมเดลฉันทานุมัติวอชิงตันเลย มีการเปิดเสรีน้อยมากและแบบเลือกปฏิบัติมากๆ ด้วย กรณีของไทย เปิดเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการแทบไม่ได้เปิดเลย บริการต่างๆ สงวนไว้ให้คนไทย ไม่ได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากมาย แปรรูปก็แปรรูปแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยรัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่อยู่  กฎระเบียบที่ปล่อยให้รัฐแทรกแซงระบบเศรษฐกิจแบบมั่วๆ ก็เต็มไปหมด อย่างนี้มันไม่ใช่เสรีนิยมใหม่แน่นอน แต่ไทยก็เป็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์มากจริง ผ่านการค้าและการลงทุน ส่วนใหญ่เพื่อสร้างการเติบโต แต่ก็มีส่วนที่เกี่ยวกับการกระจายรายได้อยู่บ้าง เพราะมันมีแรงกดดันทางการเมืองอยู่ จึงมีเรื่องของเศรษฐกิจจากฐานชุมชน มันจึงแยกเป็นสองส่วน ยังไม่มี Synthesis (การสังเคราะห์) ที่จะทำให้สองส่วนนี้กลายเป็นภาพเดียวกัน”

“ทำไมมันจึงไม่มีอย่างนั้น ก็เพราะว่ามันยาก ยากเพราะมันต้องทำให้การศึกษา ให้คนมีคุณภาพ โรงเรียนมีคุณภาพถ้วนหน้า เพื่อจะฝึกคนในระบบเศรษฐกิจและในสังคมที่มีทักษะแรงงานสูง ทำงานได้รายได้ดี กระจายรายได้ดี เศรษฐกิจก็เติบโตด้วย เช่นเดียวกันกับการสร้างวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กที่มีคุณภาพสูง เช่นอุตสาหกรรมการผลิตในญี่ปุ่น หรือในเยอรมนี ไต้หวัน ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) เก่งมาก ของไทยมีธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ ธุรกิจขนาดเล็กเป็นธุรกิจระดับรากหญ้า เป็นธุรกิจแบบครอบครัวดั้งเดิมเลย มันผสมผสานกันยากมาก มันจึงเกิดเป็นนโยบายคนละชุดเพราะมันทิ้งข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถเอามารวมกันได้”

“นโยบายเศรษฐกิจของไทยจึงเป็นแบบผสม เพราะมันมีโจทย์ที่ต้องตอบหลายโจทย์ โจทย์เติบโต โจทย์กระจายรายได้ เอาแค่นี้ก่อน จริงๆ มันมีเยอะกว่านี้ ถ้าเกิดคุณมีเครื่องมือตัวเดียว อย่างการศึกษามีคุณภาพ คุณจะตอบได้สองโจทย์พร้อมกัน การพัฒนาวิสาหกิจเน้นวิสาหกิจขนาดเล็กแต่มีนวัตกรรม เช่น ไต้หวัน อิสราเอล ซึ่งแทบไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่เลย แต่เศรษฐกิจของประเทศมีพลวัตดีพอสมควร มีการเติบโต และกระจายรายได้ดีพอสมควร แต่จะไปสู่โมเดลอย่างนี้มันยาก มันมีสองเป้าหมายที่มีความขัดแย้งในตัวมันเอง หรืออย่างน้อยมันไม่ประสานเป็นเนื้อเดียวกัน การจะสร้างบทสังเคราะห์ paradigm (กระบวนทัศน์) ที่สังเคราะห์มันจึงยาก จึงออกมาเป็นคนละส่วน เป็นนโยบายที่ผูกกับโลกาภิวัตน์ กับ นโยบายที่ต้องช่วยคนฐานราก ซึ่งในยุคสมัยต่างๆ มันก็คือสองกระแสนี่แหละ แต่มันแปรออกไปในรูปนโยบายต่างๆ เช่น นโยบายฐานรากบางยุคมันก็คือ โอทอป กองทุนหมู่บ้าน จำนำสินค้าเกษตร หรือเป็นโมเดลแบบชุมชน หรือถ้ามาปัจจุบันมันก็เป็นประชารัฐ เป็นวิสาหกิจสังคมในแต่ละจังหวัดที่รัฐบาลกับกลุ่มธุรกิจจับมือกันไปช่วยพัฒนาในระดับฐานราก ตัวโจทย์ที่จะตอบเป็นโจทย์เดียวกัน แต่รูปแบบมันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย”

สมเกียรติให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ไม่มีบทสังเคราะห์เดียว นโยบายชุดเดียวแล้วไม่ขัดกัน เพราะมันทำยาก และสาเหตุที่ทำยากเพราะ มีจุดอ่อนสำคัญในระบบราชการ และระบบการเมืองไทย

“นักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง 3-4 ปี ไม่มีใครอยากทำเรื่องยาก เรื่องยาว ทุกคนอยากได้ quick win  อยากเห็นผลงานเร็วๆ รัฐบาลประยุทธ์ ตอนเขาเข้ามา เขาบอกจะอยู่สองปี ถ้าเขาจะอยู่สองปีจริง เขาก็จะทำอย่างที่อยู่สองปี เขาไม่คิดจะทำเหมือนเขาจะอยู่ห้าปี หกปี วิธีทำเขาก็ต้องให้เห็นผลงานในช่วงที่เขาเป็นรัฐบาลอยู่ รัฐบาลจากการเลือกตั้งก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ถ้ามีความไม่มั่นคง มีความไม่แน่นอน ไม่มีคนอยากทำเรื่องยาว ทุกคนใจร้อนหมด ทุกคนหาเสียงในระยะสั้นหมด เพราะฉะนั้นปัญหาใหญ่ๆที่มันยากๆ มันต้องทำยาวๆ มันจึงไม่ได้ทำ พอไม่ได้ทำก็ไปทำทีละชิ้น ทีละชิ้นกันแบบนี้”

“ระบบราชการนั้น แต่เดิมที่เคยเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนา เพราะทำให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้กลายเป็นอุปสรรคการพัฒนาไป ด้วยสาเหตุ อย่างแรก ค่าตอบแทนของบุคลากรของราชการต่ำกว่าของเอกชนมาก ที่ผ่านมาราชการไปเน้นขยายปริมาณ คือขยายจำนวนคน แต่ว่าอัตราผลตอบแทนขึ้นไม่ทัน เรื่องที่สอง การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้มีโอกาสถูกตรวจสอบจนไม่กล้าทำอะไร สาม การเมืองในช่วงหลังมองว่าข้าราชการคือลูกไล่ของการเมือง หลายประเทศการเมืองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ถ้าข้าราชการเป็นเสาหลักแทนได้ นโยบายยากก็ต่อเนื่องได้ สำหรับเมืองไทยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในช่วงหลังไม่ได้ทำโดยดูตามความรู้ความสามารถ แต่ดูตามความจงรักภักดี ว่าคนนี้เป็นคนของใคร ฉะนั้นระบบราชการไทยจึงเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และยากที่จะพาประเทศไทยไปสู่ 4.0 ได้”

ในท้ายที่สุดรัฐบาลประยุทธ์เรียนรู้จากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ตกผลึกและหยิบเอา EEC (Eastern Economic Corridor) หรือ ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก มาเป็นตัวทำให้ ไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้น สิ่งแรกที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC จะทำ คือแยกการบริหารจัดการออกจากระบบราชการ ออกกฎระเบียบเพื่อให้หลุดพ้นจากระบบราชการปกติ แต่การหนีจากระบบราชการไทยยังไม่เพียงพอ เพราะสมเกียรติเห็นว่ายังมีอุปสรรคที่ใหญ่กว่า นั่นคือระบบการศึกษาไทยมีปัญหา ทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจใช้ความรู้ทำได้ยาก

 

 

บริษัททำรถยนต์ไฮบริด บริษัททำเครื่องมืออิเลคทรอนิกส์ บริษัทซ่อมบำรุงเครื่องบิน เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นใน EEC ซึ่งเกิดจากการดึงดูดการลงทุน สร้างการเจริญเติบโต บริษัทต่างชาติจะเข้ามาลงทุน มีโรงเรียนฝึกช่าง ลักษณะที่กำลังจะเกิดขึ้นยังคงไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจากฐานรากขึ้นมา ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนแบบสตาร์ทอัพ (Startup)

“คุณจะให้เกิดสตาร์ทอัพ (Stratup) ขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อมันมีข้อจำกัดเยอะ รัฐบาลก็มีนโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพ (Stratup) แต่นโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพของรัฐบาลผิดทิศผิดทางเลย เช่น ช่วยโดยมาตรการทางภาษี แต่ความเป็นจริงสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ขาดทุน ไปลดภาษีไม่มีประโยชน์ แล้วก่อนจะถึงตรงนั้น คุณจะต้องมีไอเดียไปทำสตาร์ทอัพ แต่คุณถูกห้ามทำโน่นทำนี่ แล้วคุณจะเอาไอเดียที่ไหนมาทำสตาร์ทอัพ เช่น โดรน กฎปัจจุบันนี้ โดรนขออนุญาตทดลองยากมาก ห้ามใช้ในเมือง ห้ามใช้ในชุมชน เช่นเดียวกัน ปริ้นเตอร์สามมิติ (3D Printing) นำเข้ามาจะถูกควบคุม เพราะว่ากลัวว่าจะเอาไปพิมพ์ปืน คุณจะทำแอพเรียกแท็กซีได้ไหม ในเมื่อถึงเวลาแท็กซีหรือรถแดงในจังหวัดต่างๆ เขาก็ประท้วงคุณ ด้วยกฎระเบียบ ด้วยการปิดกั้นการรับเทคโนโลยีใหม่ๆแบบนี้ มันก็ไม่มีเชื้อความคิดใหม่ๆให้ไปทำสตาร์ทอัพได้มากพอ”

สมเกียรติ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจเยอรมนี หรือ เศรษฐกิจไต้หวัน ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมจำนวนมากมีเทคโนโลยีเอง พัฒนาเทคโนโลยีเอง เศรษฐกิจไทยไม่ได้โตจากการพัฒนานวัตกรรม ไม่ได้โตจากการลงทุนทำวิจัยเพื่อทำของใหม่ขึ้นมา แต่เศรษฐกิจไทยโตมาจากการลงทุนต่างประเทศ จากการส่งเสริมการลงทุน โตจากการส่งออก โดยใช้เทคโนโลยีชาวบ้านเขา รับจ้างเขาผลิต

“ก่อนที่ Apple จะทำไอโฟน (iPhone)ได้ เศรษฐกิจอเมริกาพัฒนาฐานรากของการสร้างนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เกิดซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) เกิดมหาวิทยาลัย เกิดบริษัท เกิดกลุ่มทุนที่เอาเงินไปลงทุนกับการสร้างนวัตกรรม เกิดระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงมาก ของไทยระบบนิเวศมันขาด มันเหมือนกับคุณคิดว่าจะมีคนไทยเก่งๆ สักคน แล้วคุณก็เอาต้นกล้าต้นนี้ไปหย่อนลงดิน แต่ดินไม่ใช่ดินดี ฝนมันไม่ตก ต้นมันก็ไม่เกิด มันตายไปเยอะมาก ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นได้ ไม่สามารถพัฒนาแรงงานมีฝีมือขึ้นได้ เราก็สร้างการเติบโตเศรษฐกิจไม่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อเราสร้างไม่ได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องไปชวนต่างชาติมาลงทุน ลดภาษี การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิด การส่งออกเกิด แต่การกระจายรายได้แย่ลง”

 

 

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านไอที อย่าง กูเกิล (Google) หรือ เฟซบุ๊ก (Facebook) อาจจะไม่ยอมมาลงทุน เพราะติดปัญหานโยบายของรัฐไทย “รัฐบาลไทยปัจจุบันก็พยายามไม่เปิดให้มีการสื่อสารเสรี เพราะฉะนั้นใครจะมาลงทุนในส่วนที่เป็นธุรกิจแพลทฟอร์ม (Platform) การสื่อสาร เขาก็รู้สึกว่าไม่ใช่   อย่าง กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เอง ก็มีนโยบายจะจัดการกับเฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูป   ผลกระทบคือ บริษัทขนาดเล็กลงมาที่จะมาทำธุรกิจในลักษณะเดียวกันจะลังเลที่จะมาลงทุน เพราะเป็นห่วงด้านนโยบาย”

นอกจากข้อจำกัดเรื่องสภาพการเมืองภายในประเทศ สภาพเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และ ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในระดับวินาที

“สังคมสูงอายุเกิดจาก หนึ่ง การเกิดของเด็กลดลง สองคนอายุยืนขึ้น เลยกลายเป็นสังคมที่มีคนสูงอายุ อายุเฉลี่ยของสังคมก็สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ แรงงานหายไปจำนวนหนึ่ง เพราะว่าเด็กเกิดน้อยลง มีคนเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง ธุรกิจใช้แรงงานเยอะๆ ก็จะไม่มีแรงงานใช้ นอกจากขาดปริมาณแล้ว ถ้าการศึกษายังคุณภาพต่ำอีก มันซ้ำเติมหลายทอดมาก อันนี้คือในซีกที่หารายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซีกที่ต้องใช้จ่ายก็จะมีความต้องการใช้จ่ายเยอะขึ้น ผู้สูงอายุเจ็บป่วย เจ็บป่วยหนักๆคนที่มีเงินออม เงินออมอาจจะหายเรียบไปเลย คนอายุยืนขึ้นต้องการบำเหน็จบำนาญมากขึ้น สรุปก็คือ ซีกรายได้ลดลง ซีกรายจ่ายสูงขึ้น เป็นสังคมที่น่าจะเหนื่อยหน่อย”

“คุณเจอแน่ๆ คือ Technology Disruption (การพลิกผันอันเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี) เพราะว่าโลกเปลี่ยนเร็วมาก ต้องการความสามารถของคนสูงมาก แต่การศึกษาแย่มาก แล้วจะปรับตัวยังไง นี่คือสิ่งที่คนรุ่นคุณจะเจอ คุณเรียนหนังสือจบมาแล้ว คุณต้องหาวิธีอัพเกรดทักษะของคุณเอง คนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ อยู่ในระบบอยู่ ก็จะเรียนสิ่งที่ล้าสมัย เรียนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับการมีชีวิตอยู่ในโลกอนาคต โลกที่แม้กระทั่งคนที่เตรียมตัวดียังเหนื่อยเลย เพราะโลกมันเปลี่ยนไปเร็ว มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่น คนเก่งสิบปีก่อนอย่าง คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แกรมมี่ ซึ่งใครๆ ก็บอกว่าวิสัยทัศน์แจ๋วมาก แต่ถูก disrupt ไป ตอนนี้ธุรกิจแกรมมี่ก็มีปัญหาการทำกำไร อาร์เอสก็เน้นไปขายเครื่องสำอางแล้ว อย่างนี้เป็นต้น คุณก็จะเห็นว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน ขนาดคนมีความสามารถสูงๆ เก่งขนาดนี้ยังมีปัญหาในการปรับตัวเลย แล้วถ้าเกิดคนที่เข้าสู่ระบบการศึกษาที่คุณภาพต่ำ แล้วจะปรับตัวยังไง อันนี้คือความโชคร้ายของคนรุ่นคุณ ขอให้โชคดี”

 

 

MORE FROM THAILAND

จับหนุ่มลอบทำบัตรปชช.ปลอมขายทางออนไลน์
จับหนุ่มลอบทำบัตรปชช.ปลอมขายทางออนไลน์
ตร.จับกุมชายวัย35ปีพร้อมของกลางบัตรประชาชนปลอม เครื่องเคลือบบัตร คอมพิวเตอร์…
ไทยทัศนา : (37) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ (ตอนที่หนึ่ง)
ไทยทัศนา : (37) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ (ตอนที่หนึ่ง)
พระปรางค์วัดอรุณฯ เป็นจุดหมายตาตั้งแต่แรกสร้างเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์…
อุตุฯ เตือนมรสุมคลื่นลมแรง  
อุตุฯ เตือนมรสุมคลื่นลมแรง  
น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัด เริ่มมีสีแดงขุ่นไหลลงสู่น้ำตก ต้องปิดประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวและห้ามลงเล่นน้ำ…
อธิบดีกรมศิลปากร แจงการบูรณะพระปรางค์ วัดอรุณฯ
อธิบดีกรมศิลปากร แจงการบูรณะพระปรางค์ วัดอรุณฯ
อธิบดีกรมศิลปากร ชี้แจงการบูรณะพระปรางค์ วัดอรุณฯ ร้อยละ 60 คือของเดิมทั้งหมด…
พรรคการเมืองห่วง กก.ปฏิรูปยังเป็นคน คสช.     
พรรคการเมืองห่วง กก.ปฏิรูปยังเป็นคน คสช.     
ท่าทีของฝ่ายการเมือง ต่อกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน เห็นตรงกันว่า ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่เคยร่วมงานกับ…
'มีชัย' ย้ำเซ็ตซีโร่ กสม. หวั่นประเทศเสียหาย เวทีโลกไม่ยอมรับ
'มีชัย' ย้ำเซ็ตซีโร่ กสม. หวั่นประเทศเสียหาย เวทีโลกไม่ยอมรับ
ประธาน กรธ. ย้ำเซ็ตซีโร่ กสม. แก้ปัญหาเวทีโลกไม่ยอมรับ หาก สนช. ให้อยู่ต่อครึ่งวาระจะทำให้ประเทศต้องรอไปอีกหลายปี…
ติดเบรกประชาธิปัตย์ชี้รายชื่อคกก.ปฏิรูปประเทศอาจทำแตกแยก-ไม่เป็นกลาง
ติดเบรกประชาธิปัตย์ชี้รายชื่อคกก.ปฏิรูปประเทศอาจทำแตกแยก-ไม่เป็นกลาง
หลังประกาศรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปเมื่อวานนี้ มาทั้งคนหน้าคุ้น ขาประจำ…
แม่ลั่นไม่ให้ผู้ต้องหาอุ้มฆ่าลูกสาวขอขมาให้มีตราบาปตลอดชีวิต
แม่ลั่นไม่ให้ผู้ต้องหาอุ้มฆ่าลูกสาวขอขมาให้มีตราบาปตลอดชีวิต
'พล.ต.อ.ศรีวราห์' รองผบ.ตร. สอบปากคำอดีตทหาร ผู้ต้องหาอุ้มฆ่า 'พลอย' อดีตแฟนสาวเมื่อปี…

VARIETY PROGRAMMES

JOURNAL JOURNEY

video
ONE DAY TRIP เกาะ Enoshima เมืองวันหยุดของหนุ่มสาวโตเกียว: FULL EP
ONE DAY TRIP จากโตเกียว สู่ เกาะ Enoshima ใน 1วัน ครบทั้งวิวและอาหารการกิน ชมความสวยงามของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ 90 สายพันธุ์ รวม 20,000 ตัว อิ่มอร่อยที่ร้านโคยะ กับเมนู “มาคะไนด้ง” เมนูปลาชื่อดังเดิน รวมทั้ง ชม ช๊อป ชิม ตลอด 2 ข้างทางบนเกาะ พบกันได้ใน JOURNAL JOURNEY
TOP
NOW :