NEWS

ชมคลิปเมื่อ'เนติวิทย์'เปิดเวทีรับฟังผู้ค้าเช่าที่ ‘ทรัพย์สินจุฬาฯ’ที่เดือดร้อน  

by ฟ้ารุ่ง ศรีขาว 11 กันยายน 2560 เวลา 14:52 น.

เปิดคลิป ‘เนติวิทย์’ รับฟังความเดือดร้อนผู้ค้าสวนหลวงสแควร์ หนึ่งในโครงการหารายได้ของ ‘จุฬาฯ’ ซึ่งก่อนหน้านั้นมหาวิทยาลัยห้ามจัดเวทีดังกล่าวด้วยเหตุผล ‘เป็นเรื่องของผู้ใหญ่’     

สองเรื่องใหญ่ที่ทำให้นายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกมหาวิทยาลัยตั้งกรรมการสอบสวน คือ 1) ข้อกล่าวหาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีเดินออกจากแถวขณะประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560  และ 2) ข้อกล่าวหาใช้สถานที่ราชการจัดประชุมโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีทำ Public Hearing รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าสวนหลวงสแควร์ที่ห้องสภานิสิต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 

 

สำหรับข้อกล่าวหาแรก ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำสั่งลงโทษตัดคะแนนความประพฤติ ส่งผลให้นายเนติวิทย์พ้นจากตำแหน่งประธานสภานิสิต ขณะเดียวกันเขาและเพื่อนอีก 7 คนก็พ้นจากสภานิสิตจุฬาฯ ด้วย แต่ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ทางจุฬาฯ ยังไม่มีคำสั่งกรณีรับฟังปัญหาผู้ค้าสวนหลวงสแควร์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ 2 โดยนายเนติวิทย์ถูกสอบสวนเพียงคนเดียว

 

 

Voice TV เก็บบรรยากาศมานำเสนอย้อนเหตุการณ์วันที่นายเนติวิทย์เดินหน้าจัดเวทีรับฟังความเดือดผู้ค้าสวนหลวงสแควร์เมื่อบ่ายวันที่ 2 สิงหาคม 2560 แม้ว่าก่อนหน้านั้น เขาถูกห้ามไม่ให้จัดโดยมหาวิทยาลัยให้เหตุผลว่า สภานิสิตไม่มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ งานนี้จึงเกิดขึ้นโดยที่ตัวเขาเองเป็นเจ้าภาพ ไม่ใช่จัดในนามสภานิสิตจุฬาฯ ซึ่งเดิมเตรียมจัดในรูปแบบ Public Hearing ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ "ผู้ค้าสวนหลวงสแควร์เรียกร้องอะไร"

 

 

ในเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว ผู้ค้าในโครงการสวนหลวงสแควร์ซึ่งเช่าพื้นที่จากสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาร่วมแสดงความคิดเห็นหลายคน  

“เอกรัฐ สันทนตานนท์” อดีตเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น Yakimono ในสวนหลวงสแควร์ซึ่งปิดร้านไปแล้ว กล่าวตอนหนึ่งในเวทีการรับฟังความคิดเห็นว่า ถ้าจุฬาฯ ได้รับเงินค่าอุดหนุนการศึกษาเยอะ หมายความว่า นิสิตก็น่าจะได้รับการพัฒนาการศึกษาและสวัสดิการที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ถ้าจุฬาฯ ล้มเหลวในการบริหาร เช่น โครงการสวนหลวงสแควร์ไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้น เงินอุดหนุนการศึกษา เงินที่ลงทุนไป ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนิสิตอยู่แล้ว ถ้าจุฬาฯ สามารถพัฒนาโครงการไปได้ดี เงินก้อนนี้เยอะขึ้น นิสิตก็มีสวัสดิการที่ดีขึ้นถ้านำมาใช้อย่างถูกต้อง

“เมื่อพวกผมเดือดร้อนแล้วขอลดหย่อน ท่านก็ไม่เคยที่จะเหลียวแลแก้ไขปัญหา ผมเสียค่าเช่าคือค่าเช่าเดินทุกวัน ถ้าไม่เสียค่าเช่าก็มีดอกเบี้ยเดินอีก แต่ว่าไฟส่องสว่างใช้เวลาเป็นปีกว่าจะปรับปรุง ห้องน้ำเสียใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะปรับปรุง แล้วท่านก็อ้างว่าท่านเป็นราชการ เงินอยู่กองกลาง ไม่มีเงิน รอเบิกกองกลางก่อน ถามว่าเอกชนเขาเป็นแบบนี้กันไหม นี่แค่โครงการเล็กๆ โครงการ 140 ล้านยังมีปัญหา แล้วท่านจะไปทำโครงการมูลค่า 4 พันล้าน ท่านจะบริหารงานยังไงให้ไม่มีปัญหาและไม่ใช้คำว่า ผมเป็นข้าราชการ เป็นระบบราชการ...

 

จริงๆ ท่านเพียงแต่วางผังก็ได้ บนพื้นที่ 291 ไร่ ให้เอกชนมาลงทุน แต่คงไม่เหมาะที่ทางจุฬาฯ จะมาบริหารทรัพย์สินเอง เพราะเท่าที่ผมประสบมา หนังสือร้องเรียนที่ส่งมาเรื่อยๆ บางทีก็ไปอยู่แค่ผู้จัดการโครงการ 2-3 คน ไม่ไปถึง ผอ.สักที หรือว่าไปถึง ผอ. แล้ว แต่ ผอ.เมินเฉย ไม่ไปถึงบอร์ดสักที ไปถึงท่านรองอธิการฝ่ายจัดการทรัพย์สิน แต่ก็ไม่ไปถึงบอร์ดสักที คือมันเกิดปัญหามาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 2 ปี แล้วผู้เช่าอย่างผมขาดทุนเดือนละ 2 แสน ถามว่าจะขาดทุนไปได้นานแค่ไหน เป็นที่มาของการตัดสินใจว่า ผมหยุดร้าน และฟ้องร้องไปแล้วกัน

 

ทำไมทรัพย์สินจุฬาฯ เป็นหน่วยงานที่เข้าพบยาก ไม่รู้ว่าเคยรับรู้พูดถึงปัญหาพวกผมบ้างไหม แต่เห็นท่านรองวิศณุ (รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองอธิการบดีด้านการจัดการทรัพย์สินและนวัตกรรม ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) บอกว่าจะเข้าหาผู้เช่ามากขึ้น ในบทสัมภาษณ์” เอกรัฐกล่าว

 


“วรินทร์ รัชตโรจน์” อดีตเจ้าของร้าน Sport passion ในสวนหลวงสแควร์ซึ่งปิดร้านไปแล้วเช่นกัน กล่าวในเวทีรับฟังความคิดเห็นว่า การที่เราไปออกสื่อ เพราะทนไม่ไหวแล้ว เราไปหาทั้งที่ประชุมระดับสูงและมีหนังสือไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่เคยมีฟีดแบคกลับมาเลยว่าจะคุยหรือไม่คุย ก็คือเงียบลูกเดียว พอถามไปก็บอกรอบอร์ด รอมา 2 ปีเต็มๆ แล้วพวกเราจะเอาเงินที่ไหนมาเยียวยา มาใช้จ่ายกับชีวิตประจำวัน ทั้งที่เงินที่เราลงไปก้อนนั้น คือทั้งชีวิตของเราอยู่แล้ว และยังจะมาขูดรีดเอาเป็นล้านๆ กับเราอีก มาฟ้องอีก เราหยุดไปแล้วระหว่างที่หยุดเขาก็ต้องคิดค่าเช่า แล้วยังมาฟ้องอีกในระหว่างกำลังเจรจา ฟ้องหมายศาลมาเลย ฟ้องเป็นล้านเลย ทั้งที่เราก็มีจดหมายบอกว่าแต่ละเดือนเสียหายยังไง แต่ละเดือนขนาดร้านเล็กๆ ยัง 7 หมื่นกว่า แล้วเราจะอยู่ยังไง

 

 

“เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” ประธานสภานิสิตจุฬาฯ ในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์หลังรับฟังความคิดเห็นวันที่ 2 ส.ค. 60 ว่า “การรับฟังความคิดเห็นของเรารอบนี้อาจจะเป็นครั้งแรก แต่ผมไม่สามารถพูดว่าจัดในนามสภานิสิตจุฬาฯ ได้เพราะทางผู้ใหญ่เบรค ไม่อยากให้จัด ดังนั้น เอาเป็นว่า ครั้งนี้ก็คงไม่ใช่ Public Hearing แต่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งหน้าอย่างเป็นทางการ ครั้งหน้าเราจะจัดให้ดีกว่านี้ ให้เตรียมพร้อมกว่านี้ 

ส่วนครั้งนี้ต้องบอกเลยว่ามีอุปสรรคหลายอย่าง ยิ่งทางผู้ใหญ่มากดดันก็ทำให้ผู้จัดหลายๆ คน รู้สึกท้อใจไม่อยากจะทำตรงนี้ 

 

สำหรับการจัดครั้งนี้มีการบันทึกเทปไว้ ก็จะถอดคำพูดออกมา มีประเด็นไหนที่เรายังรู้สึกว่าเป็นปัญหาจริงๆ อย่างเรื่อง เงินอุดหนุนการศึกษา มีการอุดหนุนการศึกษาจริงๆ เท่าไหร่ อุดหนุนอะไร ก็เป็นสิ่งที่เราต้องถามสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ต่อไป”

 

“เนติวิทย์” บอกด้วยว่า “เรื่องเซอร์ไพรส์ของผมก็คือหลายคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัวกับเรื่องแบบนี้ มหาวิทยาลัยที่เขาคิดว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ1 ซึ่งน่าจะมีการจัดการที่ดี แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น ในมุมมองที่เขาพูด ผมก็รู้สึกเซอร์ไพรส์ตรงนี้” 

 

เขามองว่า จุฬาฯ โดยเฉพาะองค์การนักศึกษา ควรจะสนใจปัญหาสังคมให้มากขึ้น “ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญและหลายปีที่ผ่านมา เรากำลังถูกลดทอนความสำคัญ มหาวิทยาลัยกำลังมองนิสิตเป็นเสมือนแค่ลูกค้าที่เข้ามา แล้วก็เอาใบปริญญากลับไปแค่นั้น ไม่ได้เป็นแค่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่เป็นอีกหลายๆ แห่ง อ้างความกตัญญูกตเวทิตา อ้างเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็คือ พวกคุณมาที่นี่ เพื่อคุณจะได้ประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้ทำให้เราได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง นี่เป็นปัญหามาก และสำหรับผมผมต้องการส่งเสริมตรงนี้ให้เกิดมากขึ้น” นายเนติวิทย์กล่าว  

 

 

“ปิรัณ ปัญจโภคากิจ” อดีตเจ้าของร้านอาหารไท้เส็ง ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นวันที่ 2 ส.ค. 60 ว่า 
“ผมเริ่มทำสัญญาตั้งแต่เดือน ต.ค. 58 ตกแต่งร้านเสร็จเดือน ม.ค.59 ทำร้านเป็นร้านขนม เปิด ม.ค. – ส.ค.60 สาเหตุที่ต้องปิดเพราะมีการปิดถนนตั้งแต่เดือน มิ.ย.59 แล้วเราทนแบกรับภาระปัญหาไม่ไหวเราก็เลยต้อง ปิดร้านก่อน เพื่อที่จะรอความชัดเจนของจุฬาฯ ว่า ที่สัญญากันไว้ว่าจะเปิดเวลานั้นเวลานี้คือเมื่อไหร่แน่

 

 

สำหรับค่าอุดหนุนการศึกษา ของผมจะค่อนข้างแพงคือ ราวๆ 2.8 ล้านบาท แล้วจุฬาฯ แบ่งผ่อนจ่ายประมาณ 5 ปี ผมจ่ายไปประมาณ 5 แสนกับค่าเช่าอีกประมาณ 8-9 เดือน รวมๆ ทั้งหมดประมาณ 7-8 แสนบาท

 

ตั้งแต่เดือน ก.ค. มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ของจุฬาฯ เขาบอกว่ายังไม่ฟ้อง มีเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น เราก็เลยตัดสินใจ ยังไม่จ่ายเงินก้อนใหญ่ เราจ่ายเฉพาะค่าส่วนกลางค่าไฟค่าน้ำ เหมือนกับเราแสดงเจตนาว่าเราไม่โกงหรอก เราก็เลยยอมจ่ายไปเรื่อยๆ แต่บางเจ้าก็ไม่จ่ายแล้วตอนนั้น

 

ร้านผมเพิ่งปิดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.60 คือมีการทวงถามกันมานาน แล้วมีการบ่ายเบี่ยงเวลาของการเปิดถนน เริ่มจากตั้งแต่ครั้งแรกที่เราทำสัญญา หลังจากเราเซ็นจ่ายเงินก้อนแรก เขาก็เพิ่งมาแจ้งว่าจะมีการปิดถนน บอกด้วยปากเปล่า เขาบอกให้รีบมาเปิดจะได้หาเงินก่อน แต่เราก็สองจิตสองใจว่าจะรอทำถนนเสร็จ เขาบอกว่า 1-2 เดือน แต่เงินมันเดิน เราก็เลยตัดสินใจเปิด กระทั่งเดือน มิ.ย. ปิดถนนจริง เขาบอกจะปิดถึง ก.ย. พอเดือน ก.ย. ปรากฏว่า ถนนไม่เสร็จแล้วมันเละมาก เราเลยตัดสินใจปิดตั้งแต่เดือน ส.ค. เพราะเราอยู่ด้านติดถนน เราทนไม่ไหวก็ปิดไป

 

ทุกวันนี้จุฬาฯ ก็บ่ายเบี่ยงตลอด บอกว่า ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ล่าสุด บอก มี.ค. จนถึง ก.ค.ถึงขั้นมีคัตเอาท์ ตอนนี้เก็บคัตเอาท์ออกไปแล้ว ถนนก็ไม่ได้เปิด

 

ตอนนี้เขาฟ้องเรียกค่าเสียหาย เขาจะเอาเงิน อุดหนุนการศึกษาทั้งหมด ก็คือ 2 ล้านกว่า ที่เรายังผ่อนไม่หมด แล้วก็จะมีหนี้ที่ไม่ได้จ่ายก็คือค่าเช่า แล้วก็มีค่าทนายจุฬาฯ อีก 2 แสนกว่า ถ้าเราแพ้ เราต้องจ่ายเขา”

 

เมื่อถามว่าตอนที่มาลงทุนกับจุฬาฯ คาดหวังกับภาพลักษณ์ของความเป็นจุฬาฯ ด้วยหรือไม่ “ปิรัณ” บอกว่า “ผมว่า คนทั้งประเทศก็คาดหวังอยู่แล้วว่าสถาบันที่มีชื่อเสียง ผลิตบุคคลากรที่ดีออกมา น่าจะมีผู้บริหารที่ดีหรือเปล่า ไม่มีใครคิดหรอกครับว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้”

 

 

เมื่อถามว่า คาดหวังกับการมาให้ข้อมูลต่อสภานิสิตจุฬาฯอย่างไร “ปิรัณ” บอกว่า “ไม่ได้คาดหวัง ผมไม่พูดถึงสถาบันผมพูดถึงตัวบุคคลแล้วกัน ผู้บริหารไม่ใส่ใจไม่สนใจปัญหาหรือไม่ ผมคิดว่าในอนาคต ก็คงจะเป็นแบบนี้เหมือนเดิม คือ ตัวสถาบันกับตัวบุคคลต้องแยกกัน การบริหารจัดการต้องแยกกัน โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สิน สมมุติเรามีทรัพย์สินก้อนหนึ่ง เรามีพื้นที่ให้เช่า ถ้าเราให้คนเช่า เราก็ต้องมีความเป็นธรรมกับเขา ไม่ใช่ว่าคุณเซ็นสัญญาแล้วคุณต้องปฏิบัติตามโดยไม่เป็นธรรม ความเป็นธรรมจะเกิดเมื่อโครงการสมบูรณ์แบบ ไม่มีการปิดถนน ถ้าทุกอย่างดีแล้วร้านเจ๊ง จุฬาฯ มีสิทธิฟ้องผมนะ แต่แบบนี้มันไม่ใช่ คือเขาทำลายเรา เงินที่ลงไปทั้งหมด มันคือเงินเก็บทั้งชีวิต คือเราหาเงินมา 20 ปี เพื่อที่จะทำร้านนี้ แล้วก็เราไม่คิดว่าโครงการที่บริหารโดยจุฬาฯ มันจะเลวร้ายขนาดนี้ 

 

ที่อยากจริงๆ อยากได้ค่าเซ้งคืน และได้ค่าที่เราลงทุนไปคืนมาบ้างก็ยังดี แต่ตอนนี้จุฬาฯ ยังยืนยันว่าเราติดหนี้เขาอยู่ ... ผมตั้งคำถามว่าถ้าคนมีธรรมาภิบาลพอ เขาจะรู้ว่าเขาผิด แต่ตอนนี้เหมือนเขายังไม่รู้นะ เขายังบอกว่าเราผิดอยู่” ปิรัณกล่าว

 

 

“วรินทร์ รัชตโรจน์” อดีตเจ้าของร้าน sport passion ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นวันที่ 2 ส.ค. 60 ว่า ทำสัญญาเช่าที่สวนหลวงสแควร์วันที่ 3 ก.ค. 58 แล้วก็มาเปิดร้านขายเสื้อผ้ากีฬา กลางเดือน ส.ค.58 มีค่าอุดหนุนการศึกษาที่ขอผ่อน 13 เดือน จ่ายเดือนละ 114,500 จ่ายไปแล้ว ประมาณ 9 งวด ก็ตก 900,000 กว่าบาท เกือบ 1 ล้านบาท จากจำนวนเต็ม 1,425,000 บาท ยังไม่รวมค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 30,000 บาทและค่าส่วนกลางอีก 4,280 บาท ค่าน้ำค่าไฟอีกต่างหาก เช่า 40 ตารางเมตร มี 2 ชั้น เขาก็นับเป็น 80 ตารางเมตร ค่าส่วนกลางคิด 80 ตารางเมตร

 

 


เปิดมาเดือนแรกก็อยู่ไม่ได้แล้ว เดือนที่ 2-3 ก็พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ ได้เข้าพบผู้จัดการและส่งหนังสือไปตลอด นับเป็น 10 ฉบับเลย ก็ไม่ได้รับการตอบรับอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งเราไปร้องเรียนเป็นกลุ่ม ก็ไม่ได้คำตอบอะไร ทราบแต่ว่าเสนอผู้ใหญ่แล้วผู้ใหญ่ยังไม่ตอบ 

 

ในที่สุดเราไม่ไหวเราก็หยุดการจ่ายไป ก็ได้หนังสือมาว่า ถ้าหยุดการจ่ายจะยึดเงินมัดจำ กับสิ่งที่เราจ่ายไปทั้งหมด เรากลัวก็ไปจ่าย พอไปจ่ายทางจุฬาฯ ก็บอกว่ารับไม่ได้นะเพราะคุณโดนบอกเลิกสัญญาแล้ว แล้วคุณจะต้องฝากไว้เป็นเงินฝาก แล้วไม่ให้ใบเสร็จรับเงิน ในเมื่อเราไม่ได้ใบเสร็จรับเงินเราก็ไม่จ่ายอีก ตั้งแต่นั้นจึนถึงปัจจุบันเราก็ไม่จ่าย 

 

ล่าสุดก็ยังไม่ได้คำตอบที่จะมาเยียวยาอะไรทั้งนั้น นอกจากตอนปิดถนนบอกเราว่าจะปิด 4 เดือน แต่ปิดจริง 14 เดือน แล้วลดค่าเช่า 50 เปอร์เซนต์ ใน 7 เดือน ก็ยังไม่ไหวอยู่ดี เราก็เลยปิดร้าน ปิดกิจการไปเลย 

 

 

“เปิดร้าน ส.ค. – ธ.ค.58 ประมาณวันที่ 4 ธ.ค.58 ก็หยุดแล้ว เพราะว่า วันที่ 1 – 5 ธ.ค. ผู้จัดการแจ้งว่า จะมีงานขายเสื้อผ้ากีฬา ปรากฏว่าตอนเราไปเปิดขาย ร้านเราค่าเช่าเดือนละ 3 หมื่น แต่จุฬาฯ เอาร้านที่เสียค่าเช่าวันละ 100 บาทมาตั้งขายสินค้า 50 บาท 100 บาท ทั้งซ้ายทั้งขวา เราขายไม่ได้ เราก็เก็บของกลับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราขายเสื้อจาก 700 – 800 บาท เอามาขาย 199 ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะข้างนอกขาย 50 – 100 บาท ใครจะมาซื้อ 199 -200 เราก็ไม่ไหว ถามว่าทำไมทำแบบนี้ เราบอกว่านานๆ ครั้งก็ยังพอรับได้ แต่ว่าเรื่องค่าเช่า คนเดินข้างในสักคนก็ไม่มี ยังมาปิดถนน ยิ่งเหมือนร้างเหมือนผีหลอก เราจะอยู่ได้ยังไง ทางผู้ใหญ่ก็ไม่มีการช่วยเหลืออะไรทั้งสิ้น เราก็ปิดร้านไป
 

ก็มาเจอการบอกเลิกสัญญเป็นระรอก ทางโน้นก็เรียกไปคุย เรียกไปคุยก็คือบอกว่า เราเป็นหนี้อีก 1.2 ล้าน ค่าเช่าตั้งแต่เราหยุดก็จะคิดเต็มตลอด ค่าบำรุงการศึกษาก็คิดเต็ม แปลว่าทั้งหมดเบ็ดเสร็จค่าส่วนกลางก็คิดเต็ม ถึงปัจจุบันก็เป็นหนี้ 1.2 ล้านกว่า เราบอกว่าเราไม่ได้เปิดร้านมานานแล้ว เขาก็ไม่รับรู้” 

 

อดีตเจ้าของร้าน Sport Passion บอกว่า ล่าสุดก็มีหมายศาลไปที่บ้าน บอกว่า จะฟ้องดำเนินคดี เป็นหนี้ 1.2 ล้านกว่า  ส่วนตัวเห็นว่าไม่เป็นธรรม เพราะร้องเรียนมา 2 ปี ทำไมอยู่ๆ มีการฟ้องร้อง ส่วนการมาให้ข้อมูลกับสภานิสิตจุฬาฯ เพราะต้องการบอกให้ประชาชนทราบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นมาแบบไม่พร้อม 

 

“มาให้ข้อมูลสภานิสิต ยังไม่ทราบว่าจะได้ความหวังอะไร แต่ยังดีกว่าที่เราไม่ออกมาบอกให้ประชาชนทราบว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่เกิดมาแบบไม่พร้อมจริงๆ ทั้งๆ ที่บอกเราในประกาศว่าเป็นคอมมูนิตี้มอล มีชัตเติ้ลบัส มีแกรนด์โอเพนนิ่ง เร่งรัดให้เรามาเปิด ให้ทันเปิดแกรนด์โอเพนนิ่ง เสร็จแล้วก็เลื่อนไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น แล้วทำไมไม่ช่วยเหลือเราบ้างในเมื่อเราก็ร้องขอไปตลอด 

 

ที่มาสภานิสิต เพราะอยากให้รับรู้ว่าเรามีปัญหา ส่วนความคาดหวัง ก็ยังไม่ทราบว่าจะได้อะไรจากทางผู้ใหญ่ ที่จะมาเหลียวแลเราหรือเปล่า 

 

ก่อนหน้านี้ ก็คาดหวังว่า จุฬาฯ เป็นองค์กรที่เชื่อถือได้แน่นอน การที่จะมาเป็นผู้เช่าในสถาบันแห่งนี้ น่าจะมีความมั่นคง แล้วเห็นว่าสัญญาเช่าที่สวนหลวง 10 ปี เราก็คงไม่โดนไล่ง่ายๆ แล้วค่าเช่า ถ้าเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ เป็นศูนย์การค้าขึ้นมา การจ่ายเงิน 3 หมื่นต่อ 1 เดือน ก็ไม่ถือว่าแพงอะไร ก็คิดว่าจะไปได้ เพราะว่าสวนหลวงตรงสนามกีฬา ก็เป็นแหล่งขายเสื้อผ้ากีฬาอยู่แล้ว ทีนี้เราคิดว่ามาตรงนี้ ต้องดีกว่าแน่นอน ก็เลยมีความเชื่อมั่นว่าต้องดี เราบอกผู้บริหารว่าเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามา เราพยายามที่จะช่วยให้สวนหลวงอยู่ได้ ถ้าสวนหลวงอยู่ได้เราก็อยู่ได้ ถึงตอนนั้น ถ้าจะมาขึ้นค่าเช่าเราแพงๆ เราก็สู้ได้ ก็ร้องเรียนไปเยอะแยะ 

 

ตอนนี้ตัดสินใจจะออกจากพื้นที่ ส่งจดหมายถึงผู้อำนวยการว่า เราขอคืนพื้นที่และเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะเราลงทุนไปในนี้  รวมทั้งค่าบำรุงการศึกษา เป็นล้าน ค่าประกันการเช่าแสนกว่า รวมทั้งค่าเช่าที่จ่ายไปแล้วก็ถือว่าเสียไปแล้วก็ได้ ค่าลงทุนปรับปรุงร้าน ก็ล้านกว่า ก็ขอให้ช่วยเหลือเราบ้าง ไม่ใช่เงียบไปแบบนี้ จนกระทั่งเราอึดถึงเวลาระเบิด 


ตอนเซ็นสัญญาก็ไม่ได้ให้เราเอาสัญญากลับไปอ่าน คือก่อนหน้านั้นจองสิทธิต้องจ่ายก่อน 5 หมื่น แล้วนัดวันมาเซ็น ถ้าไม่มาก็โดนยึด 5 หมื่น หลังจากที่เราจองก็ต้องจ่ายงวดบำรุงการศึกษา  

 

ตอนมาจอง ก็บอกเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ เพราะถ้าเป็นตึกแถว ก็คงไม่ต้องเอาการออกแบบทั้งหมดไปเสนอว่าต้องเป็นร้านที่การตกแต่งดี เราก็เข้าใจว่ามันต้องเป็นศูนย์การค้า ทั้งค่าเช่าและการมีค่าส่วนกลาง 4 พันกว่า ก็คิดว่าเป็นคอมูนิตี้มอลล์ มีชัตเติ้ลบัส มีแกรนด์โอเพนนิ่ง
 

เรายังคิดถึงขนาดว่าจะเชิญผู้ใหญ่คนไหนมาเปิดร้านเราวันแกรนด์โอเพนนิ่ง ยังคิดไกลมากเลย แต่พอมาเปิดแล้ว ไม่มีคนสักคนเลย ถ้าเชิญมาก็คงขายหน้าเขา เราก็เลยรอไปก่อน จนกระทั่ง 5 เดือน เราก็ไม่ไหวแล้ว ผู้จัดการโครงการก็บอกให้เราทำบัญชีส่งไป ว่าเดือนหนึ่งขายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ ส่งไป 27 พ.ย. 58 ว่า เราขาดทุน รวมเบ็ดเสร็จแล้วขาดทุนเดือนละ 77,000 กว่าบาท เพราะฉะนั้น ขอหยุด พอเดือน ธ.ค. เราก็หยุดเลย หยุดมาปีกว่า”

 

เธอบอกด้วยว่า ระหว่างเปิดร้านก็เกิดความเสียหายของสินค้ายอะมากเพราะที่ร้านหันหน้าไปทิศตะวันตก แสงแดดเข้ามาตลอดแนวร้าน พอขอทำกันสาดก็ไม่ได้รับอนุญาต ทางโครงการบอกว่าต้องรอแบบที่จุฬาฯ ออกมาก่อน ถ้าทำเองจะต้องรื้อ ก็เลยไม่ได้ทำ 

 

“รอแบบจนถึงปัจจุบันแบบก็ยังไม่มา ปรากฏว่าสินค้าในร้านเป็นรองเท้าเสียหายหมด ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน 85 คู่ เสื้อผ้าอีก 10 กว่าตัว กระเป๋าอีก 10 กว่าใบ  เบ็ดเสร็จเป็นค่าเสียหายหลายแสนเลย ขอทำกันสาดชั่วคราวก็ไม่ได้ ถ้าทำต้องรื้อ แล้วแบบนี้ อะไรก็ไม่ให้ความช่วยเหลือเรา แล้วสินค้าที่เสียหายคุณต้องรับผิดชอบ จะทำกันสาด ก็ไม่อนุญาต เขาบอกว่าต้องรอแบบทางเขา” วรินทร์กล่าว

 

 

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน(2 ส.ค.60) สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ส่งเอกสารชี้แจงให้แก่ Voice TV ดังนี้ 

 

ชี้แจงข้อเท็จจริงโครงการสวนหลวงสแควร์
1. สวนหลวงแสควร์ เป็น Community mall หรืออาคารพาณิชย์
สวนหลวงสแควร์เป็นโครงการที่ปรับปรุงจากอาคารพาณิชย์บริเวณ หมอน 47 เป็นอาคารพาณิชย์ย่านการค้าชุมชนที่อนุญาตให้พักอาศัยในบริเวณชั้นสองของอาคาร ช่วงเริ่มต้นโครงการ สำนักงานมีแผนงานที่จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ แต่จากการทำ Market Sounding ควบคู่กับการประเมินสภาพอาคารที่เป็นอาคารพาณิชย์เดิมแล้วเห็นว่า มีความไม่เหมาะสมที่จะทำเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ จึงได้มีการปรับเป็นอาคารพาณิชย์ให้อยู่อาศัยได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การตลาด โดยผู้เช่ามีการรับรู้ในประเด็นนี้เนื่องจากสัญญาเช่าเป็นการเซ็นสัญญาในลักษณะอาคารพาณิชย์ซึ่งให้อยู่อาศัยได้ ซึ่งเป็นข้อความสำคัญที่ระบุอยู่ในสัญญาเช่าชัดเจนทุกฉบับ อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการที่ต้องการพัฒนาอาคารพาณิชย์จากแบบเดิมให้มีอัตลักษณ์โดดเด่นทันสมัยตามยุคเวลาพร้อมจัดที่ดินบางส่วนสร้างบรรยากาศความร่มรื่นด้วยภูมิสถาปัตย์ ลานน้ำพุ เสาไฟ แสงสว่าง ต้นไม้ และทางเดินเท้าที่กว้างขวางสะดวกสบาย เพื่อให้เป็นย่านการค้าชุมชนสมัยใหม่ บนทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ร้านค้าที่ประกอบการมีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และที่กิจการมีปัญหาซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน
โดยทั่วไป Community Mall ส่วนใหญ่จะต้องมีผู้เช่าหลักหรือ Anchor tenant ที่เป็นตัวดึงดูดให้ผู้ใช้บริการมาใช้บริการได้ทุกวัน เช่น ซูปเปอร์มาร์เก็ต โรงภาพยนตร์ เป็นต้น ซึ่งโครงการสวนหลวงสแควร์มิได้กำหนด Concept โครงการไว้ในลักษณะนั้น แต่การเรียกชื่อศูนย์การค้าในรูปแบบ Community Mall เป็นที่นิยมแพร่หลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาย่อมทำให้ภาพลักษณ์โครงการเป็นไปในทิศทางนั้นได้
2. ด้านผลกระทบจากการสร้างอุทยาน 100 ปีและถนนอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ
สวนดังกล่าวสร้างบนที่ดิน 29 ไร่ จุฬาฯ มีปณิธานที่จะสร้างสวนแห่งนี้เพื่อเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่มอบให้สู่สังคม โดยเป็นสวนสาธารณะสำหรับชุมชนเป็นปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพ สร้างสังคมที่มีคุณภาพส่งผลดีถึงรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปในอนาคต โดยมีถนนอุทยานที่เชื่อมกับถนนพระรามที่ 1 และถนนพระรามที่ 4 เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการให้เข้ามาในย่านโครงการสวนหลวงสแควร์ได้โดยสะดวก อีกทั้งยั้งมีถนนเชื่อมจากพญาไทบรรทัดทองและพระราม 4 โดยใช้ถนนจุฬาซอย 12 และซอย 9
เหตุผลหนึ่งที่โครงการกำหนดเงื่อนไขการเช่าเป็นแบบเซ้งระยะยาว 10 ปี เพื่อให้ผู้เช่าสร้างฐานลูกค้าต่อเนื่องในระยะยาวบนสภาพแวดล้อมที่ดี และถึงแม้โครงการก่อสร้างดังกล่าวจะมีความล่าช้า แต่การจารจรก็สามารถเข้าถึงตัวโครงการได้ง่ายจากหลายทิศทางทั้งจากจุฬาฯ ซอย 7 , จุฬาฯซอย 9 , จุฬาฯ ซอย 12 และจุฬาฯ ซอย 16 อีกทั้งมีลานจอดรถที่สะดวกสบาย กว้างขวาง และผู้ใช้บริการก็สามารถจอดรถได้ฟรี 2 ชั่วโมง
ในช่วงที่การก่อสร้างมีผลกระทบบริเวณรอบโครงการ จุฬาฯ ได้ให้การผ่อนปรนโดยลดค่าเช่าให้ 50% เป็นเวลา 7 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน – ธันวาคม 2559 การช่วยเหลือดังกล่าวอาจไม่สามารถบรรเทาภาระทั้งหมดของผู้เช่าทุกรายได้ แต่เชื่อว่าผู้เช่าส่วนใหญ่ยังมั่นใจกับโครงการด้วยศักยภาพของทำเลและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของโครงการที่จะแล้วเสร็จในระยะเวลาอันใกล้นี้

กลุ่มผู้ประกอบการในสวนหลวงสแควร์ ร้านที่มีผลประกอบการดี อาทิ 
• Sweet Circle บัวลอยน้ำขิง ทายาท “ชูจิต” เจ้าของตำนานบัวลอยน้ำขิงชื่อดังย่านเยาวราช ปรับเปลี่ยนรูปแบบเมนูอาหารให้ดูทันสมัย ในบรรยากาศน่ารักสดใส โดยขยายสาขามาเปิดที่สวนหลวงสแควร์ ให้บริการเวลา 16.00 น. – 02.00 น. ทุกวัน 
• เช็งซิมอี๊ ลือลั่นสะท้านโลกันต์ เจ้าตำรับน้ำแข็งใส ขนมหวานและท้อปปิ้งหลากสีสัน กว่า 50 เมนู ชื่อดังเจ้าเก่าที่เปิดให้บริการย่านสวนหลวง-สามย่านมากว่า 50 ปี ให้บริการในสวนหลวงสแควร์พร้อมขยายความอร่อยด้วยเมนูอาหารจานเดียว อาทิ บะหมี่เป็ด ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี่ยวเป็ด
• เฮงยอดผัก และราดหน้าคุณอาธีร์ ราดหน้ายอดผัก ผัดซีอิ๊ว และ ของทานเล่น หลากเมนู เปิดให้บริการ เวลา 10.00 น. – 22.00 น.
• เอี้ยวฮั้ว สุกี้โบราณ ชื่อดังที่เปิดให้บริการย่านสามย่านมากว่า 50 ปี ขยายสาขามาเปิดที่สวนหลวงสแควร์ ในบรรยากาศการตกแต่งร้านแบบจีนทันสมัย มีลูกค้ากลุ่มคนทำงาน กลุ่มครอบครัวเข้ามารับประทานเนืองแน่น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น.
• รสดีเด็ด เจ้าของตำนาน ร้านรสดีเด็ด ที่ขยายสาขามาเปิดที่สวนหลวงสแควร์ มีลูกค้าเข้ามารับประทานอย่างหนาแน่น เปิดให้บริการ 10.00 น. – 22.00 น.
การประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาด ประกอบด้วย
• กิจกรรม “แบกะดาว” ในรูปแบบ กิจกรรมมินิคอนเสิร์ต จากวงดนตรีแนวอคูสติก และถนนคนเดินในรูปแบบ Flea Market จัดกิจกรรมเมื่อ วันที่ 19-22 เม.ย.2559 ณ บริเวณลานกิจกรรม สวนหลวงสแควร์
• กิจกรรม “สวนหลวงสแควร์โฟโต้คอนเทสต์” รูปแบบกิจกรรม เป็นการเชิญชวนเยาวชนส่งภาพถ่ายสวนหลวงสแควร์ส่งเข้าประกวด ระยะเวลา เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2559
• กิจกรรม “ภาพถ่ายที่ข้าพเจ้าชอบ” รูปแบบกิจกรรมเป็นการร่วมกับภาควิชาทางภาพและการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จัดนิทรรศการภาพถ่าย ที่สมเด็จพระเจ้าฯพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ชื่นชอบ โดยมี คุณวรนันท์ ชัชวาล ทิพากร ศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ ร่วมงาน ระยะเวลาวันที่ 16-22 กุมภาพันธ์ 2559
• กิจกรรม “CU Sport Grand Sale” รูปแบบกิจกรรม ร่วมกับ CU Sport Zone จัดกิจกรรม ผู้ประกอบการ SMEs จัดกิจกรรม จำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เทิดพระเกียติพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันวันเฉลิมพระชนมพรรษา และ วันพ่อแห่งชาติระยะเวลา วันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2559
• เดือนสิงหาคม จะจัดงาน Artbox จำนวน 2 ช่วง 10-13 สิงหาคม และ xxxx ซึ่งเป็นงานออกร้านสินค้ามีดีไซน์ที่มีชื่อเสียง กิจกรรมเป็นที่น่าสนใจและรู้จักในวงกว้าง
3. ปัญหาด้านการค้างชำระค่าเช่าจนนำไปสู่การฟ้องร้อง 
การบริหารงานของทรัพย์สินจุฬาฯ เป็นการบริหารการให้เช่าอาคาร เช่าพื้นที่ ทั้งวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นสำนักงานตลอดจนที่อยู่อาศัย มีผู้เช่าหลากหลายประเภทจำนวนมากกว่า 2,000 ราย จำเป็นต้องมีระบบการบริหารติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ IT เข้ามาบริหารงานด้านการเงินอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยหากมีการค้างชำระค่าเช่า ระบบจะทำการส่งจดหมายแจ้งเตือนให้ชำระค่าเช่า ซึ่งเมื่อผู้เช่าเจอขั้นตอนอาจจะรู้สึกต่อต้าน แต่เมื่อมีการเจรจาให้เกิดความเข้าใจ ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ผู้เช่าทุกรายอยากได้สิ่งที่ต้องการ เป็นไปไม่ได้ เรามีผู้เช่าหลายประเภท บางประเภทก็อยู่ที่นี่อย่างเป็นสุข ได้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าไปอย่างแท้จริงก็เยอะ สัดส่วนเยอะกว่ากันเยอะ มีส่วนน้อยที่ยังคงต้องจัดการให้ได้ ทางสำนักงานมีความประสงค์ที่จะเจรจาเพื่อหาข้อยุติเรื่องการชำระค่าเช่ากับผู้ประกอบการทุกราย กระบวนการฟ้องศาล เป็นเพียงมาตรการหรือขั้นตอนหนึ่งของระบบติดตามหนี้สินเพื่อให้มีการเจรจาหาข้อยุติได้เร็วขึ้น กลุ่มที่ร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในระยะแรกซึ่งทางสำนักงานมีความเห็นใจ และจากการเจรจากันก็สามารถหาข้อยุติได้เกือบทั้งหมด 
4. ร้านค้าที่มาเช่าใหม่ ไม่ต้องชำระค่าเซ้งระยะยาวอีกทั้งมีค่าเช่าที่ถูกกว่า
โครงการลักษณะนี้จำเป็นต้องมีร้านค้าเปิดค้าขายพร้อมๆ กันจำนวนมากเพื่อความน่าสนใจ ซึ่งถ้าร้านยังน้อยก็ไม่มีผู้ใช้บริการเข้ามาใช้บริการ ทางสำนักงานมีการเปลี่ยนกลยุทธ์โดยปรับเงื่อนไขการเช่าเพื่อจูงใจผู้ประกอบการร้านค้าให้เข้ามาประกอบธุรกิจมากขึ้น จากเซ้งระยะยาวเป็นเช่าระยะสั้น 3 ปี และไม่มีเงินอุดหนุนการศึกษาหรือเงินค่าเซ้ง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการเช่าของตลาดโดยทั่วไป โดยวิธิการแปลงค่าเซ้งเป็นค่าเช่ารายเดือน ผู้เช่าจะจ่ายค่าเช่าต่อเดือนสูงขึ้น แต่ไม่ต้องจ่ายเงินลงทุนเริ่มต้นสูง ทำให้ทุกวันนี้มีผู้เช่าเต็มเกือบทั้งหมดเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีต่อโครงการโดยรวม
 
ล่าสุดวันที่ 11 ส.ค. 60 สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ได้ส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมพร้อมภาพประชาสัมพันธ์ให้แก่ Voice TV ดังนี้ 

ความคืบหน้าเพิ่มเติมจากการเจรจาข้อสรุปร่วมกันโดยมีการตกลงร่วมกันระหว่างสวนหลวงสแควร์กับผู้เช่า ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทางสวนหลวงสแควร์ยินดีรับคืนพื้นที่ในส่วนของผู้ประกอบการที่มีความประสงค์คืนพื้นที่ โดยโครงการคิดค่าใช้ประโยชน์ เช่น ค่าเช่า เงินอุดหนุนการศึกษา ค่าส่วนกลาง และอื่นๆ ตามที่ใช้ประโยชน์จริงเท่านั้น ส่วนเงินที่โครงการสามารถเรียกเก็บเต็มตามสัญญา ยินดีคืนให้แก่ผู้เช่าตามสัดส่วนความเป็นจริง นับว่าเป็นการจากกันด้วยดี
 
โดยรายชื่อผู้ประกอบการที่เรียกร้องส่วนหนึ่งได้เจรจาเป็นที่ยุติและจากกันด้วยดี ประกอบด้วย ร้านแซบชาบู, ร้าน Is good food & café, ร้าน Peak (บริษัทสปอตแพชชั่น) , ร้านบันเดอะฮิปโป, ร้าน Belove ice & Café, KTS Stationery, อันนาเค้ก, ตำกับยำ
นอกจากนี้ทางสวนหลวงสแควร์มีการจัดกิจกรรมการตลาด ประกอบด้วย กิจกรรม EAT BOX โดยกลุ่มการจัด Art Box ที่จะมาจัดงานออกร้านพร้อมทั้งโปรโมทให้สวนหลวงสแควร์เป็นที่รู้จักโดยจัดขึ้นเป็นช่วงๆ ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 3 กันยายน ,2560  ครั้งที่ 3  ระหว่าง วันที่ 5- 8 ตุลาคม 2560 ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่  30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม และ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่  21-24 ธันวาคม  
 
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

วิบากกรรมผู้ค้า เช่าที่ 'ทรัพย์สินจุฬาฯ' เจอคำโฆษณาสวนทางความจริง?

ทวงหนี้ 4.0’ จุฬาฯ แจงหลังผู้ค้าโวยผิดหวังลงทุนเช่าที่สวนหลวงสแควร์

สร้างเมืองใหม่ ‘8 หมื่นล้าน’ โรดแมป ‘จุฬาฯ’ ธุรกิจเพื่อการศึกษา

เรื่องของผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวนิสิต ‘เนติวิทย์’ เผยจุฬาฯ ห้ามฟังเสียงผู้ค้า

EMBED CODE :

MORE FROM THAILAND

‘จาตุรนต์’ ชี้ การศึกษาไทยวิกฤต คสช. ปฏิรูป 3 ปี ล้มเหลว 
‘จาตุรนต์’ ชี้ การศึกษาไทยวิกฤต คสช. ปฏิรูป 3 ปี ล้มเหลว 
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ…
'พานทองแท้' พบดีเอสไอสู้คดีฟอกเงินกรุงไทย 
'พานทองแท้' พบดีเอสไอสู้คดีฟอกเงินกรุงไทย 
พานทองแท้ ชินวัตร พร้อมผู้ถูกกล่าวหาอีก 3 ราย เข้าพบดีเอสไอในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยแล้ว…
กรมอนามัยก้าวหน้า จัดบริการคุมกำเนิดฟรีแก่วัยรุ่น
กรมอนามัยก้าวหน้า จัดบริการคุมกำเนิดฟรีแก่วัยรุ่น
มันจะเป็นการดีกว่าไหม ถ้าวัยรุ่นได้รับการป้องกันการตั้งครรภ์ กรมอนามัยให้บริการคุมกำเนิดฟรีแก่วัยรุ่นไทยอายุ…
Me Too เล่าเรื่องถูกละเมิด
Me Too เล่าเรื่องถูกละเมิด
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทำให้เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งชายและหญิงไม่กล้าออกมาพูด…
Podcast : กรณีหญิงหน่อยเเละตูนบอดี้สเเลม สะท้อนทัศนะของคนที่ถนัดเเต่วิจารณ์
Podcast : กรณีหญิงหน่อยเเละตูนบอดี้สเเลม สะท้อนทัศนะของคนที่ถนัดเเต่วิจารณ์
รวมตอบคำถามใน Podcast ตอนนี้ว่า “ถ้าคุณต้องเลือกระหว่างเผด็จการนายทุนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง(Oligarchy…
'อย่าทำให้ผู้เช่าเกลียด/กลัวจุฬาฯ ได้ไหม?' สัมภาษณ์ 'ไชยันต์ ไชยพร'
'อย่าทำให้ผู้เช่าเกลียด/กลัวจุฬาฯ ได้ไหม?' สัมภาษณ์ 'ไชยันต์ ไชยพร'
หลายคนรู้จักเขาในฐานะอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ขณะที่บทสัมภาษณ์นี้…
เตือนคนไทยในสวีเดนระวังอันตราย หลังคนร้ายลอบบึ้มสถานีตำรวจ
เตือนคนไทยในสวีเดนระวังอันตราย หลังคนร้ายลอบบึ้มสถานีตำรวจ
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม เตือนคนไทยที่อาศัยในเมืองเฮลซิงบอร์กระวังอันตราย…
Biz Insight  : บริษัทญี่ปุ่นตีตลาดเพื่อผู้สูงอายุในไทย
Biz Insight  : บริษัทญี่ปุ่นตีตลาดเพื่อผู้สูงอายุในไทย
ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่สินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุในไทยก็ยังมีไม่มากนัก…
TOP
NOW :