NEWS

เงินเยียวยาทดแทนชีวิตคนไม่ได้ ญาติเหยื่อปี53 ยังรอความเป็นธรรม 

by ฟ้ารุ่ง ศรีขาว 12 ตุลาคม 2560 เวลา 12:47 น.

Voice TV พูดคุยกับ 2 ครอบครัว ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี53 ยุคที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น ผอ.ศอฉ. หลังจากทั้ง 2 คนได้รับการยกฟ้องเมื่อวันที่ 31 ส.ค.60 

 

นวล ฉายแม้น, บรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์, สุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์  

 

บทสัมภาษณ์จากครอบครัวแรก บอกเรื่องราวความเป็นอยู่ของของพ่อแม่ที่สูญเสียลูกชายวัย 29 ปี ‘เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์’ ชายหนุ่มผู้เสียชีวิตหลังถูกยิง 6 นัดเข้าที่หน้าอก บริเวณแยกคอกวัว ค่ำวันที่ 10 เมษา 53 ระหว่างมีเหตุเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ เขาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวอยู่ระหว่างทำงานเก็บเงินซื้อบ้านให้พ่อแม่ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์แห่งหนึ่งย่านรังสิตคลอง 3 

 

เมื่อครอบครัวได้รับเงินเยียวยา ก็นำมาใช้หนี้ค่าทาวน์เฮาส์หลังแรกที่ลูกชายซื้อให้พ่อแม่ก่อนเสียชีวิตและเงินอีกส่วนหนึ่งซื้อทาวน์เฮาส์อีกหลังเปิดเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง ตามที่ลูกชายเคยตั้งใจไว้ว่าอยากให้พ่อแม่มีร้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเช่าคนอื่นอยู่เหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้าเลือกได้ อยากได้ชีวิตลูกกลับมามากกว่า

 

ถึงทุกวันนี้พ่อแม่ของเขาไม่ลำบากกาย แต่ในใจยังต้องการความเป็นธรรมคือการแสวงหาข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของลูก 

 

บทสัมภาษณ์ความสูญเสียอีกครอบครัว คือ ‘นวล ฉายแม้น’ ภรรยาที่สูญเสียสามี ‘จรูญ ฉายแม้น’ คู่ชีวิตซึ่งมีอาชีพเป็นคนขับรถแท็กซี่ เป็นคนเสื้อแดงที่ถูกยิงบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาในค่ำวันที่ 10 เมษา 53 

 

‘นวล’ เป็นแม่ค้า เคยขายอาหารอีสานอยู่ริมฟุตบาทในกรุงเทพฯ แต่ล่าสุดได้ย้ายตัวเองกลับไปอยู่ จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบทางเท้าใน กทม. เมื่อเดือน เม.ย. 60 เธอบอกว่าชีวิตตอนนี้ก็ยังลำบากอยู่ แม้ได้รับเงินเยียวยา แต่ก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตของสามีที่เธอต้องการให้กลับคืนมาได้ สำหรับความยุติธรรมที่อยากได้รับคือต้องการให้ ‘คนสั่งฆ่า’ มารับรู้ผลกระทบของผู้สูญเสียและรับผิดชอบต่อความผิด โดยเชื่อว่าญาติๆ ผู้สูญเสียทุกคนก็ต้องการเช่นเดียวกัน 
 


‘สุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์’ แม่ของ ‘เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์’ หรือ โบ้ท วัย 29 ปี ถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย.53

 

 

-ความเป็นอยู่ของครอบครัวนับแต่สูญเสียลูกไป 

 

ถามว่าลำบากไหม ไม่ลำบากกาย เพราะอาชีพเราตั้งแต่เขายังมีชีวิตอยู่ เราก็ค้าขายอย่างนี้มา แต่เราลำบากใจ เราไม่สบายใจ เพราะเราคิดถึงลูกเรานะ บอกตรงๆ ว่า ทุกครั้งที่ดูรูปที่เขาโดนยิง แม่นั่งร้องไห้ทุกครั้งที่ดู เรามีความรู้สึกว่า ลูกเราเจ็บ ลูกเราคงเจ็บมาก เจ็บจนร้องไม่ออก

 

นับตั้งแต่เขาโดนยิงที่หัวใจ เชื่อไหม แม่ไม่กินหัวใจเลยนะ คือจะคิดถึงเขาตลอด เวลาจะไปเที่ยวหรือกินอะไร จะคิดถึงเขาตลอดเวลา เราไม่เคยลืม แม้กระทั่งวันที่ถูกยิง วันที่ 10 เมษา 53 แม่คุยกับเขายังไง อะไรทุกอย่างมันอยู่ในใจเรา เราก็ไม่คิดว่าวันที่ 10 เมษา เวลา 19.54 น. จะเป็นการคุยครั้งสุดท้ายในชีวิตที่เราได้ยินเสียงลูกเรา 

 

จนทุกวันนี้ บางทีเราก็คิด อยากให้เขากลับมา ไม่ใช่อย่างบางคนพูดว่า ก็ได้เงินเยียวยาไปแล้วจะเอาอะไร เงินมันซื้อชีวิคนได้หรือเปล่า มันซื้อชีวิตซื้อความรู้สึกของคนได้เหรอ มันไม่ได้ ความเจ็บมันยังอยู่ 

 

ขนาดเข้าปีที่ 8 แล้วนะ พูดตรงๆ ว่า เราก็จะคุยกันทุกวันเรื่องลูก บางทีลูกค้ามา ลูกค้าถาม ก็บอกเล่าเหตุการณ์ให้ลูกค้าฟัง แต่ถ้าไม่มีใครถาม เราก็นั่งคุยกัน 2 คน คือมันเป็นเหตุการณ์ที่มันลืมไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ว่าจะเยียวยาสัก 100 ล้านหรือกี่ล้าน  เราก็ลืมไม่ได้ เพราะสิ่งนี้มันฝังใจเรานะ 

 

 

ลูกเรา เราเลี้ยงของเรามาตั้งแต่เขาออก เลี้ยงมาจนอายุ 29 ปี แล้วความหวังของเราคือ ลูกเรียนจบปริญญาตรี แล้วชีวิตลูกสมควรที่จะมีอะไรก้าวหน้าขึ้นไป เพราะเขาอายุยังน้อยอยู่ ถ้าแลกได้เราก็อยากแลกด้วยชีวิตเรานะ เพราะเราแก่แล้ว เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเห็นอนาคตข้างหน้าแล้ว แต่เขา ตอนที่ถูกยิง เขาอายุ 29 ปีเอง เป็นวัยที่กำลังทำงาน กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว 


แล้วเรื่องปรองดองนี่นะ พวกที่มีอำนาจไม่ต้องพยายามมาพูดเลย ทุกวันนี้บอกปรองดอง แต่ทำทุกอย่างตรงกันข้าม เรามีความรู้สึกแบบนั้นนะ จะปรองดอง แต่คุณไม่เห็นคุณค่าของคนที่เขาสูญเสียเลย แล้วจะปรองดองได้ไหมคะ

 
จริงๆ ต้องหาข้อเท็จจริง พิสูจน์ออกมาหน่วยงานไหนใครเป็นคนทำ แล้วก็เข้าสู่กระบวนการ ส่วนจะตัดสินอย่างไรเป็นเรื่องของศาล เราแค่ประชาชนผู้สูญเสีย เราไม่สามารถจะทำอะไรได้ 

 

 

-เปิดร้านขายอาหารตามสั่งชื่อ ‘น้องโบ้ท’ ร้านนี้มีที่มาอย่างไร

 

มันเป็นความฝันของลูกชายครั้งสุดท้ายในชีวิตเขา เขาพูดไว้ตอนมีชีวิตอยู่ พูดแล้วอัดใส่โทรศัพท์ตอนคุยกับแฟน แล้วแม่มาเปิดฟังหลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว เขาอยากเปิดร้านอาหารให้แม่ เขาไม่อยากให้แม่ไปทำอาชีพอื่นๆ เขาอยากให้แม่ขายอาหารการกิน เขาบอกว่าแม่ทำอร่อย 

 

 

ก่อนหน้านี้ขายอาหารอยู่ดอนเมือง ตามสั่ง ข้าวมันไก่ ทีนี้ โบ้ทก็คงเห็น เขารู้มาตลอดว่าเราอาศัยคนอื่น แล้วมันไม่แน่นอน ถ้าเจ้าของเขาพอใจก็โอเค แต่ถ้าเจ้าของไม่พอใจก็มีปัญหา เขาก็เลยมีความรู้สึกอยากให้แม่มีร้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องย้าย 

 

 

แต่เราก็ไม่คิดหรอกนะ ว่าความฝันของลูกจะต้องแลกมาด้วยชีวิตเขา เราไม่เคยคิดหรอกว่าความฝันของลูกที่อยากให้แม่มีร้าน จะต้องแลกด้วยชีวิตของเขา
 

 

-ความยุติธรรมที่อยากได้ เป็นอย่างไร 

 

ความยุติธรรมที่เราอยากได้คือ ณ เวลานี้ เราก็รู้อยู่ว่าบ้านเมืองเราไม่ปกติ แต่ก็ยังอยากมีความหวัง เรียกว่า ความหวังลมๆ แล้งๆ อยากให้คนที่สั่งการในวันนั้น มารับผิดชอบ 

 

อย่างน้อยๆ เมื่อมีคนตาย ก็ต้องมีคนยิง ณ จุดนั้น ใครเป็นคนอยู่ตรงนั้น ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยเรื่อยๆ เปื่อยๆ จนหมดอายุความ เรายังอยากได้ความยุติธรรม ทุกครอบครัวอยากได้ความยุติธรรมทั้งนั้น ขอแค่คนผิดรับผิดชอบ มีตัวตนว่าคุณเป็นคนยิง ไม่ใช่ลอยลม


 
อยากได้ข้อเท็จจริง ส่วนจะตัดสินว่าจะรับโทษ ติดคุก หรืออย่างไรก็เป็นเรื่องของศาล แต่เราต้องการให้มีคนรับผิดชอบว่าคุณเป็นคนยิง หน่วยงานคุณเป็นคนยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์  

 

 

-ลูกชายมีความคิดทางการเมืองอย่างไรในความทรงจำของคุณแม่

 

โบ้ทเป็นเด็กที่มีความคิดของตัวเองเกี่ยวกับบ้านเมืองเกี่ยวกับการเมือง เขายังเคยเขียนไว้เป็นบันทึกว่า ‘ท้อใจบ้านเมืองจะเป็นยังไง’  เขามีเขียนไว้ แม่ก็ไปเปิดของเขามาอ่าน ถึงรู้ว่าลูกคิดแบบนี้ แต่เรื่องการเมือง เขาต้องการความยุติธรรมเท่านั้น 

 

ที่เขาออกไปเคลื่อนไหว เพราะเขาเห็นว่ามีความไม่ยุติธรรม คุณทักษิณ ไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกดำเนินคดี ถูกยึดเงิน เขาก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม ก็เลยต้องออกมา เขาเป็นคนที่รักความถูกต้องมาก 

 

มอเตอร์ไซต์คันที่ 'เทิดศักดิ์' ขับไปชุมนุม 10 เมษา 53 

 

-อยากบอกอะไรกับคนที่มีอำนาจสั่งการฝ่ายรัฐ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53

 

ผ่านมาเข้าปีที่ 8 แล้ว มันสมควรที่จะกล้ายอมรับไหมคะ คนที่มีอำนาจอย่าพยายามเลี่ยงบาลี หรือบ่ายเบี่ยง คืออย่าทำอย่างนี้เลย ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจริง มีคนตายจริง แล้วคนที่ตายเป็นคนที่บริสุทธิ์ คุณสามารถตรวจสอบได้ เขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่ทำไมไม่มีใครรับผิดชอบอะไรตรงนี้ 

 

ณ ตอนนั้น อย่างเช่นนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ คำขอโทษต่อเหตุการณ์นี้ก็ยังไม่มีแม้แต่คำขอโทษ หรือเขาอาจจะคิดว่า ถ้าขอโทษ ก็หมายถึงตัวเขาผิดอย่างนั้นหรือเปล่า คือคนไทยไม่ใช่แบบนั้นนะ 

 

ขอโทษกันก็จะมีความรู้สึกลดลงไปในระดับหนึ่ง ความที่เรารู้สึกมีความเจ็บแค้น เจ็บใจ เราต้องการให้เขารับผิดชอบตรงนี้  

 

 

-คุยกับร่างลูกชายหลังถูกยิง 

 

ตอนตี 1 คืนวันที่ 10 เมษา 53 พ่อกับแม่ยังอยู่ราชประสงค์ ได้รับโทรศัพท์เป็นเบอร์โบ้ท เราก็คิดว่าลูกโทรมาหาเราแล้ว พอเรารับสาย ก็บอกว่า ‘แม่โทรหาโบ้ทตั้งหลายเที่ยว ทำไมโบ้ทไม่โทรหาแม่’ พอสิ้นเสียงที่เราพูด เสียงที่ตอบกลับมา มันไม่ใช่เสียงลูกเราไง มันคือเสียงพยาบาล เขาบอกว่าลูกเราถูกยิง ‘ลูกคุณตอนนี้ถูกยิง อยู่โรงพยาบาลราชวิถี’ เราก็รีบเรียกพ่อเขา ก็ไปโรงพยาบาลกัน ไปตึกหัวใจของโรงพยาบาลราชวิถี ก็เห็นลูกอยู่บนเตียง แล้วก็นอนปิดผ้าอยู่ แต่เรายังไม่รู้หรอกว่าลูกเราถูกยิงที่ไหน 

 

พอดีเราเจอนายแพทย์ ที่เป็นคนผ่าตัด เขาบอกว่าลูกคุณถูกยิงที่หัวใจ หัวใจแตก หมอก็เลยผ่าตัดแล้วก็เย็บ แล้วก็ปั๊มหัวใจเขา เพื่อจะให้เขาหายใจขึ้นมา เราไปเห็นสภาพที่ลูกเราต่อสายอะไรเต็มไปหมดเลย แล้วเครื่องช่วยหายใจตัวเลขอยู่ที่ 30 

 

พอเราเข้าไปกอดเขาแล้วเราเข้าไปกระซิบที่หูเขา ‘โบ้ท โบ้ทอย่าเป็นอะไรนะลูก โบ้ทต้องอยู่กับแม่นะ ถ้าโบ้ทเป็นอะไรไปใครจะอยู่กับแม่ ใครจะทะเลาะกับแม่’ แล้วเครื่องช่วยหายใจตัวเลขก็ขึ้นไปที่ 80 - 90 เราก็เออๆ ดีนะลูกเราไม่เป็นอะไรแล้ว

 

สักพักเดียวก็ลงมาอยู่ที่เลขศูนย์ 3 ครั้ง พยาบาลก็บอกว่า พอแล้วนะ... มันก็เหมือนแบบ มันใช่เรื่องจริงไหมเนี่ย มันเป็นความฝันหรือเปล่า ทำไมมันเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง 

 

คือ ณ ตอนนั้น บอกตรงๆ ว่าคนเป็นแม่คิดอะไรไม่ออก เราพูดไม่ถูก แล้วเราไม่รู้จะพูดว่ายังไง ทำไมเหตุการณ์เหล่านี้มันต้องเกิดกับลูกเรา เฝ้าถามอยู่ทำไมๆๆๆ นั่นคือสิ่งที่เราเห็น 

 

ตอนแรกยังไม่ได้ดูแผล แต่พอเขาส่งศพลูกชายมาพิสูจน์ที่โรงพยาบาลรามา เราจึงเปิดดูกัน คือเห็น โอ้โห เข้าหัวใจขนาดนี้ จะเหลือไหม 6 นัด เข้าแผงหน้าอกหมดเลย ขณะที่ผู้มีอำนาจตอนนั้นพูดว่า  ‘ยิงขึ้นฟ้า’ มันไม่ใช่เรื่องจริง ถ้ายิงขึ้นฟ้า จะไม่โดนคนแบบนี้ อันนี้โดนแผงอกกับศรีษะ ถ้ายิงขึ้นฟ้า จะไม่โดนคนแบบนี้ 

 

ลายมือของ 'เทิดศักด์'

 

-การเก็บร่างผู้เสียชีวิตช่วงนั้น ต้องย้ายหลบเจ้าหน้าที่? 

 

ตอนแรกที่เขาเสียชีวิต เอาศพไปรวมกับอีกหลายคนที่เสียชีวิต ไว้ที่วัดหัวลำโพง เสร็จแล้วหลังจากนั้น คนที่ดูแลต้องเอาศพไปซ่อน เพราะกลัวทหารจะไปยุ่ง ตอนนั้นทหารก็ยังมาป้วนเปี้ยนอยู่ มีการแย่งชิงศพกันด้วยนะ 

 

พวกญาติๆ บางคนเล่าให้ฟังว่าตอนไปรับศพญาติเขา ไปรับข้างหน้า ส่วนข้างหลังก็จะแย่งออกไป ต้องไปแย่งกันยื้อกัน แล้วตอนไปไว้ที่วัดหัวลำโพง ตอนนั้นเราก็ เอ๊ะ ทำไมศพหายไปไหนหมด คือเขาเอาไปเก็บไว้เอาไปซ่อนไว้ ป้องกันไม่ให้ทหารมายุ่ง แม่ก็ตกใจตอนนั้น ก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมต้องเป็นอย่างงี้ ตอนนั้นเราก็กลัว เพราะเคยรู้บางกรณีศพหาย เราก็ตกใจเวลาที่เราไม่เห็น       

 

ลายมือของ 'เทิดศักด์'


‘บรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์’ พ่อของ ‘เทิดศักดิ์’ เล่าเหตุการณ์ที่ต้องย้ายร่างลูกชายว่า เก็บศพไว้ที่วัดหัวลำโพงได้ 3 วันทางวัดบอกว่าทหารมารบกวน ก็เลยย้ายไปหลบที่วัดพลับพลาชัย 1 ปีจนกระทั่งวันเผา 

 

 

ก่อนหน้านั้นเคยทำพิธีสวดพระอภิธรรมที่วัดสุวรรณคลอง 3 ก่อนนำศพมาเก็บไว้ต่อสู้คดี ซึ่งก็คือช่วงที่ต้องย้ายให้พ้นจากเจ้าหน้าที่  

 

“ตอนอยู่โรงพยาบาลเราไม่ได้เปิดดู เราคิดว่าแค่นัดเดียวก็ตายห่าแล้ว พอมาดูในภาพ ถูกยิงตั้ง 6 นัด โอ้โห มันเป็นอะไรที่โหดร้าย ลูกชายโดนขนาดนี้ คงพูดไม่ออก เราก็ไม่รู้จะทำยังไง คิดแต่ว่าลูกชายทำดีที่สุดแล้ว 

 

เขาโดนกระสุน 6 นัด อยู่ใกล้หัวใจหมดเลย กับกระสุนปลอม 1 นัด เพราะตรงหน้าอกจะมีเขียวๆ ช้ำๆ อยู่”

 


-ความเป็นอยู่ของครอบครัวหลังสูญเสียลูกชายคนโต 
 


เสียลูกคนนี้ไปก็เหมือนกับเสียเสาหลักของครอบครัว เพราะน้องชายเขาก็ยังไม่ได้ทำงาน โบ้ทพยายามทำงานให้ได้เงินเยอะๆ อยากมีร้านให้พ่อแม่ไว้ขายของ เพราะตั้งแต่เขาเห็นพ่อแม่ขายของมาก็ลำบาก ต้องไปเช่าหน้าบ้านคนอื่น ฝนตกแดดออกก็ลำบากมาก ตอนที่ท่านทักษิณอยู่น่ะขายดี เศรษฐกิจดี แต่หลังจากถูกยึดอำนาจ ก็ขายไม่ดี 

 

โบ้ทพยายามทำงานหาเงินเดือนเยอะๆ มาซื้อบ้านหลังนี้ที่คลอง 3 (บ้านที่คุณพ่อให้สัมภาษณ์) เขาซื้อเอง เป็นเด็กต่อสู้ เห็นพ่อแม่ลำบากก็อยากให้พ่อแม่อยู่อย่างสบาย อีกใจลึกๆ เขาอยากมีร้านให้พ่อแม่ไว้ขายของ 

 

 

พอก็ได้เงินเยียวยาจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แล้วเราก็ไปซื้อบ้าน(ทาวน์เฮาส์) ที่ตั้งร้านขายอาหารตามสั่งชื่อร้านน้องโบ้ท ส่วนบ้านหลังนี้เราก็เอาเงินที่เหลือโปะใช้หนี้ให้ครบ

 


อยู่อย่างไม่ลำบากสำหรับกาย แต่ในหัวจิตหัวใจ ทุกข์ทรมาน ถึงทุกวันนี้ครับ ทุกข์ทรมานมากๆ คิดถึงลูก 

 

-ความทรงจำต่อลูกชาย 


 
เมื่อก่อนขายของอยู่ดอนเมือง ครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์ มีความลำบากต้องตื่นตีสองตีสาม เงินไม่มีเรียนหนังสือ โบ้ทเขาก็หาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทำงานกลางคืนบ้าง ขายของเซเว่นฯ แล้วไปเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้ปริญญา เขาก็ภูมิใจ 

 

เขาทำงานตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยท้อแท้ มีแต่ต่อสู้ พ่อแม่ก็ขายของไป ลูกก็ทำงานไป ไม่ใช่ว่าร่ำรวย เพราะมีความลำบาก เงินทองก็ขัดสน  บางทีต้องเช่าบ้านเขาอยู่

 

แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็มาหาซื้อบ้าน หลังนี้ เขาจัดการเอง เลือกเอง ซื้อเอง กู้เงินเอง จนได้มาอยู่ที่นี่ 1 ปี 2 เดือน 

 

หลังจากนั้น ก็ถึงวันที่ 10 เม.ย. 53  ตอนนั้นเราคิดว่า ยังไม่เคยไปราชประสงค์ อยากจะไปสักวันหนึ่ง ตรงกับวันที่ 10 เมษา 53  ตื่นเช้าเขาก็ไปทำงาน ส่วนเราไม่ได้ขายของ ก็บอกเดี๋ยวไปเจอกันที่ราชประสงค์ตอนเย็น 

 

เช้าวันนั้นเราก็ไปที่อิมพีเรียล จะไปทำบัตร นปช. พอสัก 17.30 น. เราก็ไปราชประสงค์ ไปรอลูกชายอยู่หลังรูปปั้น The Head ปกติลูกชายจะโทรมา แต่วันนั้นเขาไม่โทรมา ถ้าจะถือว่าเป็นลางสังหรณ์ไหม ก็มีนิดหน่อยวันนั้นเงียบ ไม่มีโทรศัพท์ลูกชายเลย ได้แต่รอลูก 

 

ไปถึงสี่แยกราชประสงค์ เห็นพี่น้องคนเสื้อแดงบอกว่า ที่ผ่านฟ้าสี่แยกคอกวัวมีการปะทะกัน เราก็เดินไปกลางราชประสงค์ ลุงคนหนึ่งบอกว่าไม่ต้องไปแล้ว เขาไปกันเยอะแยะแล้ว เราก็เดินกลับมา รอลูกชายอยู่หลัง The Head รอแล้วรอเล่า แม่ก็โทรหาลูกชายอยู่ตลอด ก็ไม่ติด 

 

จนกระทั่ง 19.54 น. แม่ก็โทรหาลูกชายติด แม่ก็บอก ‘โบ้ทๆ แม่โทรหาหลายครั้ง โบ้ททำไมไม่รับ’ ลูกบอก อยู่ตรอกข้าวสาร แม่ก็นึกว่าลูกชายยุ่งอยู่ เพราะเสียงในโทรศัพท์ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาตะโกนว่า เฮ๊ยๆๆ อย่าเชวี้ยงมา เดี๋ยวโดนพวกเรา แม่ก็นึกว่าลูกชายยุ่งอยู่ ตอนนั้นเขาอยู่หน้าร้านวังไข่มุก ตรงแยกตรอกข้าวสารพอดี แม่ก็วางหูไป 

 

วางหูไปแล้วนั่งรออยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนมีอะไรมาบังคับเราว่าต้องนั่งรอลูกอยู่ตรงนั้น มันต้องมีอะไรเกิดขึ้น แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดกับลูกชายเรา 

 

ด้านหลังเรามีพยาบาลกับคนแก่นั่งอยู่ข้างหลัง ก็บอกว่าที่ผ่านฟ้ามีการปะทะ มีการยิงกันแล้วนะ เราก็ไม่ได้เอะใจ แต่จริงๆ ตอนนั้น ลูกชายอยู่กับเพื่อนชื่อพี่เร แล้วตอนคุยโทรศัพท์ตอนนั้น เขายิงกันแล้ว 

 

 

เราก็รอลูก จนถึงตี 1 มีโทรศัพท์เข้ามา เป็นเบอร์ลูกชาย แม่ก็ดีใจ แม่บอกว่า โทรหาหลายครั้งแล้วทำไมถึงไม่รับ เป็นเพราะอะไร 

 

สักพักหนึ่งพยาบาลผู้หญิง เขาก็บอก แม่ นี่ใจเย็นๆ นะ นี่โทรจากโรงพยาบาลราชวิถี ลูกชายถูกยิง หายใจรวยรินอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถีนะ


 
หลังจากนั้น เราก็คิดว่า ทำไมต้องเป็นลูกเรา เราก็ตั้งสติ ขี่มอเตอร์ไซต์ไปโรงพยาลาลราชวิถี ไปตึกทรวงอก ขึ้นไปชั้น 5 ไปถึงบนห้อง หมอบอกว่า ผ่าตัดเอากระสุนที่ลูกชายถูกยิง ออกมา หัวใจแตก 7.5 ซม. เขาเปิดห้องให้เข้าไปดู มีเครื่องอะไรต่างๆ แม่เข้าไปกอดลูก บอกโบ้ทอย่าเป็นไรนะลูกนะ โบ้ทอย่าจากแม่ไปนะ ดูในเครื่องที่วัดระหว่างรักษาตัว ตัวเลขก็ขึ้นมา 70-80 เหมือนกับเขารับรู้ว่าพ่อแม่มาหาเขาแล้ว แม่ก็ดีใจสงสัยลูกไม่เป็นอะไรแล้ว ได้แต่คุยกอดพูดโน่นพูดนี่ เวลาผ่านไปเครื่องมันก็ลดลงมาเรื่อยๆ 

 

ก็มันเป็นอะไรที่โหดร้าย ไม่นึกว่าจะเกิดกับครอบครัวเรา เพราะลูกชายพูดเสมอว่า ไปเนี่ยไม่มีอะไรหรอกนะ คนเสื้อแดงมีแต่สวยๆ ทั้งนั้น  ไปชุมนุม ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องกับลูกชายแบบนั้น 

 

 

-เหตุการณ์วันที่ 10 เมษา 53 ก่อนโบ้ทถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 

 

ก่อนลูกจะถูกยิง มีคนที่อยู่ข้างหน้าล้มลงไป โบ้ทก็เลยบอกเพื่อนว่าให้ช่วยอุ้มคนเจ็บออกไปก่อน โบ้ทก็ช่วยอุ้มแต่ไม่ได้เดินออกไปจนสุด โบ้ทกลับเข้ามาก่อน ส่วนเพื่อนชื่อเร ออกไปส่งคนเจ็บจนสุดทาง พอเดินกลับมาที่เดิม ก็ไม่เห็นโบ้ทแล้ว 

 

มาทราบย้อนหลังโบ้ทถูกนำตัวไปถึง รพ.ตอน 20.20 น. จากที่แม่คุยโทรศัพท์ตอน 19.54 น. ไม่กี่นาทีหลังวางสายโทรศัพท์ ลูกชายก็ถูกยิง 

 

วันที่ 10 เม.ย. คือวันนั้น เขาบอกเพื่อนว่า เราต้องช่วยดันทหารไว้ อย่าถอย ถ้าเป็นบางคนเขาต้องหลบ แต่ไม่รู้ว่าวันนั้นลูกชายคิดยังไง เหมือนเขาอยู่ข้างหน้า ถ้าไม่อยู่ข้างหน้าคงไม่ถูกยิงขนาดนี้ เหมือนกับเขายกมือซ้ายขึ้น เขาถูกยิงตรงช่วงหัวใจ รวม 7 นัด  2 นัดซ้อนทะลุเข้าไป แล้วมีอีก 4 นัด บริเวณแผงอก มีอีก1 นัดเป็นลูกกระสุนปลอม  

 

 

-จุดเริ่มต้นที่ลูกชายสนใจการเมือง

 

ก่อนลูกชายเสียชีวิต เขาติดตามการเมืองมานิดหน่อยจนกระทั่งได้ยินข่าวทีวี ดร.ทักษิณ ถูกตัดสินยึดทรัพย์ เขาเดินลงจากบันไดมาถามพ่อแม่ว่า ประเทศไทยมีแบบนี้ด้วยเหรือ นับแต่นั้นเขาก็สนใจติดตามข่าวท่านทักษิณและติดตามการชุมชุมพี่น้องคนเสื้อแดง เวลา นปช. มีชุมนุม เขาก็จะไปฟังทุกเวทีของพี่น้องเสื้อแดง แล้วพ่อแม่ก็ชอบด้วย ก็เลยไปด้วยกันบ้างและแยกย้ายกันไปบ้าง แล้วแต่เวลาอำนวย


-ความยุติธรรมที่อยากได้ เป็นอย่างไร

 

ครอบครัวฟุ้งกลิ้นจันทร์ อยากได้ความยุติธรรม เป็นกลาง อยากให้มีการดำเนินคดี ส่วนจะตัดสินออกมาในรูปไหน ครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์รับได้ แต่ต้องการให้คนผิดเขารับว่าเขาเป็นคนทำ แล้วจะขออภัยโทษ หรืออะไรก็ไม่ว่ากัน สำหรับครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์นะ ส่วนครอบครัวอื่นเราไม่รู้
 
เราต่อสู้มา ก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกัน แล้วก็ไม่รู้ว่าหลังจากตรงนี้ไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวญาติผู้เสียชีวิต จะได้คนผิดมาหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้ เราก็ต้องต่อสู้และอดทน รอความยุติธรรมจากรัฐบาลชุดไหน เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน 

 

 


ด้านความเป็นอยู่ของ ‘นวล ฉายแม้น’ ภรรยา ‘จรูญ ฉายแม้น’ คนขับแท็กซี่ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงที่ถูกยิงเมื่อวันที่ 10 เมษา 53 

 

 

-ชีวิตความเป็นอยู่ตอนนี้

 

ช่วงนี้ลำบากสุดๆ เลยค่ะ ไม่รู้จะทำยังไง จะอยู่รอดหรือเปล่า

 

เคยได้รับเงินเยียวยาเอามาเป็นค่าใช้จ่ายทำบ้าน ทำบุญให้แฟน หลังได้รับเงินเยียวยาตอนแรกยังอยู่กรุงเทพฯ ค้าขายเหมือนเดิม แต่ค้าขายไม่ดี แล้วก็วิ่งไปวิ่งตามคดีแฟนบ้าง เดินเรื่องยื่นเอกสารอะไรหลายๆ อย่าง 

 

ค้าขายแย่ตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ของก็แพงขึ้น ทรุดหนักเลย เราขายของตอนเย็น ตกกลางคืนก็ขายของไม่ได้ เป็นร้านส้มตำรถเข็นริมฟุตบาท เข็นของออกไปตั้งร้าน ตั้งเก้าอี้ โต๊ะประมาณ 4-5 ตัว ขายอาหารอีสาน ขายส้มตำ ลาบ น้ำตก

 

เมษายน 2560 ถูกจัดระเบียบ เขาจะเอาที่ทางเท้าคืน เขาบอกว่า ประชาชนเดือดร้อน เขาขอคืนพื้นที่ ให้อยู่แค่วันที่ 17 เมษา 60 บอกให้เราหาที่ใหม่ เราก็หาที่ไม่ได้ ที่ก็แพงมาก เราจะหากินยังไง จะอยู่ยังไง เขาก็ไม่ได้สนใจเรา เขาก็ยึดคืน 

 

 

ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านที่กาฬสินธุ์ 

 

-คดีการเสียชีวิตของสามี 

 

ศาลชี้ว่าอาวุธมาจากเจ้าหน้าที่ แต่คดีก็ยังไม่เคลื่อนไปไหน


  
พี่นวลอยากรู้ว่าคนกระทำเป็นใคร แล้วเราได้รับผลกระทบมาก เขาจะมารับผิดชอบยังไง อยากให้เขามารับผิดชอบ อยากรู้ว่าคนกระทำผิดมีจริงๆ รับโทษไปจริงๆ 

 

-กระบวนการที่อยากให้เป็น 

 

พี่ก็เป็นคนบ้านนอก พี่ก็พูดไม่ค่อยเป็น พี่อยากให้คนที่ทำผิด อยากให้เขาลงโทษจริงๆ อยากให้คนที่ทำผิดมารับโทษ ทุกคนที่สูญเสียได้รับความเป็นธรรม คนที่โดนฆ่า โดนยิง คนได้รับบาดเจ็บ อยากให้ผู้กระทำมารับตรงนี้ ว่าเขาผิดนะ เขาสั่งฆ่า ตำรวจไทยก็เก่งอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ทำไมยังทำอะไรไม่ได้เลย ยังไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน 

 

อยากให้คนมีอำนาจ ทำให้ความยุติธรรมกับทุกคนทุกฝ่าย ตอนนี้เรามองว่าไม่มีความเป็นธรรมกับพวกเราเลย พี่นวลเป็นชาวบ้าน ถูกกระทำอย่างนี้ แล้วคนที่ทำผิด ก็ยังไม่ได้รับความผิดอะไรเลย แต่พวกเราไม่ได้ทำผิดอะไร กลับได้รับแต่ความเงียบเฉยไป

 

 

-อยากบอกอะไรกับผู้มีอำนาจสั่งการในฝ่ายรัฐ ช่วงเหตุการณ์ปี 53 

 

อยากให้เขาออกมารับผิดชอบสักหน่อย ออกมารับผิดชอบว่าตรงนี้เขาทำผิดมาก อยากให้เขาออกมารับผิดชอบกับทุกคน พี่นวลอยากจะพูดมากกว่านี้ อยากจะพูดกับทั้งกองทัพ ถ้าไม่มีคนสั่งการ ก็คงไม่มีใครออกมาทำอย่างนี้ พี่นวลอยากให้ออกมารับผิดชอบ 

 

-ผลกระทบหลังความสูญเสีย 

 

ตอนนี้พี่นวลลำบากมาก พี่สูญเสียทั้งผู้นำครอบครัว ทั้งชีวิตพี่ มันคุ้มค่าไหมที่ได้เงินมา พี่ไม่อยากได้เลย พี่พูดตรงๆ ทุกวันนี้พี่ยังพูดกับแฟนพี่ พี่อยากไปอยู่กับเขา ถ้าเป็นไปได้พี่ไม่อยากได้ตังค์สักบาทเดียว ลำบากระหกระเหกลับบ้าน มาทำมาหากินที่บ้านนอก 

 

ตั้งแต่แต่งงาน แฟนก็พาไปทำมาหากินอยู่กรุงเทพฯ 25 ปีแฟนขับแท็กซี่ พี่ก็ค้าขาย เคยอยู่กับแฟน แฟนก็ทำมาหากินอย่างนี้

 

 

-อุดมการณ์ทางการเมืองของสามีที่มาเป็นคนเสื้อแดง

 

เขาเล่าตลอดเลย เขาบอกว่า เขาต่อสู้เพื่อให้เราอยู่ดีกินดี ชีวิตเป็นอยู่บ้านเมืองจะได้ดีขึ้น ช่วงนั้นถูกยึดอำนาจ แล้วอภิสิทธิ์มาเป็นรัฐบาล ทำให้ค้าขายไม่ได้ หากินลำบาก เขาก็บอกว่า นายกทักษิณถูกกระทำไม่ยุติธรรม เขาก็เลยมาต่อสู้ เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเองนะ ต่อสู้เพื่อทุกคน ชีวิตความเป็นอยู่จะได้ดึ้นมา ได้ผู้นำที่ดี ได้คนที่เป็นผู้นำที่ดี เขาดี ช่วยเหลือเขา ออกไปประท้วงกับเพื่อนหลายๆ คน ไปชุมนุม เผื่อว่าบ้านเมืองจะได้ดีขึ้น เขาเคยบอกกับพี่นวล อุดมการณ์เขาคืออยากได้นายกฯทักษิณกลับมา เคยพูดกับพี่นวลอย่างนี้ค่ะ 

 

พี่นวลอยากฝากถึงคนที่มีอำนาจค่ะ อยากให้เขาหันมาดูแลคนจนบ้าง มาดูแลความเป็นธรรมบ้าง พี่นวลอยากได้ความเป็นธรรม อยากได้ความถูกต้องค่ะ เพื่อนๆ ทุกคน ญาติๆ ทุกคนที่สูญเสียไปก็ต้องการเหมือนกันค่ะ ลำบากมาก 

 

ลูกสาว 2 คนของ นวลและจรูญ ฉายแม้น 
 

บทความที่เกี่ยวข้อง : ‘ณัฐวุฒิ’ หวังอนาคต ‘ใครก็ตามที่มีอำนาจ ต้องไม่ใช้อาวุธปราบปรามปชช.’ 


 

EXPLORE :
EMBED CODE :

MORE FROM THAILAND

กสทช. สั่งด่วนงดทีวี 'ถ่ายทอดสด-เฟซบุ๊กไลฟ์' ซ้อมใหญ่พระราชพิธี
กสทช. สั่งด่วนงดทีวี 'ถ่ายทอดสด-เฟซบุ๊กไลฟ์' ซ้อมใหญ่พระราชพิธี
กสทช. ขอความร่วมมือทีวีงด 'ถ่ายทอดสด-เฟซบุ๊กไลฟ์' ซ้อมใหญ่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ…
'ซุ้มดอกไม้เพื่อพ่อ' จากเทือกเขาสู่เจ้าพระยา
'ซุ้มดอกไม้เพื่อพ่อ' จากเทือกเขาสู่เจ้าพระยา
ผู้ค้าปากคลองตลาด สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช…
ชมความงดงาม 'ซุ้มดอกไม้เพื่อพ่อ' ย่านปากคลองตลาด
ชมความงดงาม 'ซุ้มดอกไม้เพื่อพ่อ' ย่านปากคลองตลาด
ชมความสวยงามของซุ้มดอกไม้เพื่อพ่อ บนถนนจักรเพชร ย่านปากคลองตลาด พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่…
'ประยุทธ์' สั่งทุกหน่วยงานเตรียมงานพระราชพิธีฯ ควบคู่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
'ประยุทธ์' สั่งทุกหน่วยงานเตรียมงานพระราชพิธีฯ ควบคู่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
นายกฯ สั่งการหน่วยงานในพื้นที่แบ่งมอบภารกิจเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ…
ก่อสร้างพระจิตกาธาน คืบหน้า 70 %
ก่อสร้างพระจิตกาธาน คืบหน้า 70 %
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างพระจิตกาธาน…
ความวิจิตร 'พระเมรุมาศ ร.9' หลังดวงตะวันลับฟ้า
ความวิจิตร 'พระเมรุมาศ ร.9' หลังดวงตะวันลับฟ้า
หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 กรมศิลปากร…
ดิ้นอีกเฮือก 'สมชัย'ชี้กรรมการสรรหากกต.ชุดใหม่บางคนอาจขาดคุณสมบัติ
ดิ้นอีกเฮือก 'สมชัย'ชี้กรรมการสรรหากกต.ชุดใหม่บางคนอาจขาดคุณสมบัติ
ยังมีความหวัง สมชัย ศรีสุทธิยากร ชี้การสรรหากรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่อาจมีปัญหาเพราะคณะกรรมการสรรหาบางคนขาดคุณสมบัติ…
คนไทยในวอชิงตันร่วมน้อมรำลึกในหลวง ร.9 
คนไทยในวอชิงตันร่วมน้อมรำลึกในหลวง ร.9 
วัดไทยอย่างน้อย 2 แห่งในแถบกรุงวอชิงตัน ร่วมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลในโอกาสครบ…
TOP
NOW :