ไม่พบผลการค้นหา
แม้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะประกาศด้วยมั่นใจอย่างยิ่งบนเวทีระดมพลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า หากประเมินจากข้อกฎหมาย พรรคอนาคตใหม่ไม่มีทางถูกยุบจากคดีอิลลูมินาติอย่างแน่นอน

ทว่าหากประเมินจากมุมมอง-ความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายขวา พวกเขามั่นใจอย่างยิ่งว่าพรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบ และเป็นการยุบด้วยคำวินิจฉัยที่สมเหตุสมผล-มีความชอบธรรม และเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสังคมไทย

“เสริมสุข กษิติประดิษฐ์” แสดงความมั่นใจอย่างย่ิงว่าอนาคตใหม่จะถูกยุบพรรคอย่างแน่นอน เป็นความมั่นใจในระดับที่กล้าประกาศต่อสาธารณะชนล่วงหน้าหลายเดือนว่า

ชะตากรรมของพรรคอนาคตใหม่จะเป็นไปในลักษณะ “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ไม่มีฟื้น เตรียมน้ำมะพร้าวรอหน้าศาลได้เลย”

เสริมสุข ชี้ให้เห็นบางประเด็นในคำร้องยุบพรรค ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไฮไลต์หลัก-เหตุผลหลักในการยุบพรรคอนาคตใหม่

- “ข้อบังคับพรรคไม่มีข้อความยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่มีข้อบังคับพรรคลักษณะนี้”

- “พฤติกรรมจาบจ้วง โจมตี ให้ร้าย หมิ่นสถาบัน ทำมาตลอด การกระทำที่ชัดเจน บทความทางวิชาการของปิยบุตร คำให้สัมภาษณ์ของธนาธร ข้อความจาบจ้วงในหน้าเฟสบุ๊คของช่อ พรรณิการ์”

- “แกนนำพรรค ผลักดันแนวคิดปฏิวัติ 2475 ล้มสถาบัน ให้ประสบความสำเร็จ”

“นโยบายพรรคสนับสนุนการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมศาลอาญาระหว่างประเทศ ลดการป้องกันคุ้มครองพระมหากษัตริย์ หากถูกฟ้องร้องในศาลอาญาระหว่างประเทศ”

เหมาะเจาะกับ บทสัมภาษณ์-บทวิเคราะห์ของ “ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ให้สัมภาษณ์กับไทยโพสต์ โดยวิเคราะห์คำร้องยุบพรรคของณฐพรว่า ประเด็นหลักไม่ใช่เรื่อง อิลลูมินาติ แต่เป็นเรื่อง “การลดทอนพระราชอำนาจหรือทำให้สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง”

“คำร้องของคุณณฐพร โตประยูร เรื่องสัญลักษณ์พรรคคล้ายกับของ "อิลลูมินาติ" คงไม่เกี่ยว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอิลลูมินาติเลย มันก็มีมูลพออยู่ระดับหนึ่ง ผมคิดว่าเขาชัดเจนตรงที่ว่า เขาอาจจะต้องการให้อย่างน้อยๆ ที่สุด ก็คือลดทอนพระราชอำนาจหรือทำให้ สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ตามความเข้าใจของเขา นั่นคืออย่างน้อย อย่างมากก็คือว่า ให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่เขาจะใช้วิถีทางรัฐสภาในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่ใช่ไปใช้วิธีการแบบปฏิวัติอะไรแบบนั้น เขาถึงเข้ามา เขาถึงตั้งพรรค เข้ามาเล่นการเมือง แล้วก็ต่อสู้ในสภาฯ เพราะว่ามันมีตัวอย่างของบางประเทศที่เขาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาเป็นระบอบสาธารณรัฐที่ไม่มีกษัตริย์ เช่น ที่เนปาล ที่ไปเปลี่ยนแปลงในสภาฯ เลย คำว่าล้มล้าง ก็ต้องไปตีความว่าคุณใช้วิถีทางนอกสภาฯ หรือไม่ หรือว่าการที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โดยเปลี่ยนด้วยวิถีทางของรัฐสภา อันนั้นต้องตีความ”

“คือคนร้องเขาก็มีสิทธิ์บอกว่าคนคนนี้มีพฤติกรรม มีทัศนคติแบบนี้มาตลอดเลย สอดคล้องกันมาตลอด แม้กระทั่งเมื่อตั้งพรรคการเมือง ในข้อบังคับพรรคก็ยังไม่มีข้อความคำว่า พระมหากษัตริย์เลย ประเด็นก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องรับฟังความเห็นของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ หรือว่ามีข้อมูลมาอธิบายหรือไม่ จะยืนยันหรือไม่ว่าไม่ได้มีเจตนาอะไรต่างๆ ก็ว่าไป เช่น ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง”

“อย่างในเยอรมัน หากพวกนาซี จะตั้งพรรคการเมืองไม่ได้เลย คือหากตั้งพรรคมาแล้วจะมีแนวโน้มเป็นแบบพวกนาซี เขาก็ต้องยุบพรรค คือแต่ละประเทศ เขาก็จะมีเงื่อนไขของการที่จะล้มล้างการปกครอง มันมีประเด็นของแต่ละประเทศแตกต่างกัน เยอรมันเขาชัดเจนว่าพวกแบบนาซี เขารับไม่ได้ หากจะมาตั้งพรรคการเมืองอะไรแบบนี้อีก ก็ต้องถูกยุบ แต่ของเรา ประเด็นของเราคือ พรรคอะไรที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบัน แต่ละประเทศก็จะมีเรื่อง "ต้องห้าม" บางอย่างที่จะไม่เหมือนกัน”

ด้าน “ดร.ณฐพร โตประยูร” ผู้ร้องยุบพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นที่ต้องยุบพรรคอนาคตใหม่เพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย

"สิ่งที่ผมทำไม่ได้นำสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือ แต่ผมได้ทำหน้าที่ของคนไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันที่ผมและปวงชนชาวไทยเคารพรัก และผมก็มิไ้ด้หวังผลทางการเมืองหรือตำแหน่งหน้าที่การงานแต่อย่างใด และประการสำคัญกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ได้มีบทบัญญัติให้ประชาชนมีหน้าที่ต้องปกป้องสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย เปรียบเสมือนมีใครคนหนึ่งมากล่าวหาบุพการีของเรา เราจะนิ่งเฉยหรือครับ ผมคนหนึ่งที่ไม่ยินยอม

ไม่เพียงแต่ “เสริมสุข-ไชยันต์-ณฐพร” ที่ออกมาส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ “ศรีสุวรรณ” นักร้องขาประจำทางการเมือง ถึงขนาดอธิบายถึงผลดีต่อสังคมไทยจากการยุบพรรคอนาคตใหม่

“ 1) การยุบพรรคอนาคตใหม่ จะทำลายความหวังและความฝันของคณะกรรมการบริหารพรรคนี้ทั้งหมด เพราะต้องถูกเว้นวรรคทางการเมืองไปหลายปี สส.และนักการเมืองในพรรคจะมีโอกาสขึ้นมานำพรรคได้บ้างและทำให้นักการเมืองระมัดระวังตนเองมากขึ้น ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม”

“2) เกิดความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ ไม่มีใครมายุแยงแบ่งแยกกันของช่วงวัย ช่วงอายุของคนในสังคมเกิดการผสมผสานระหว่างวัยมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “Combination of ages” ที่จะลดความแตกแยกขัดแย้งกันลงมาได้”

“3)ที่สำคัญที่สุด นี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ จะถูกปกป้องโดยศาลและประชาชน ที่จะมิให้ผู้ใดนำมาเป็นเครื่องมือกล่าวหาในทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนจำนวนมากในสังคมที่เคารพรัก เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้คลายความกังวลลงอย่างมาก นี่คือผลดีที่บางคนไม่รู้ตัว หรืออาจรู้แต่ไม่สนใจก็ได้”

เหล่านี้คือการสดับฟังสัญญาณเชือดอนาคตใหม่ ก่อนหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์พิพากษาในวันนี้

หากคำวินิจฉัย เป็นผลดีต่อพรรคอนาคตใหม่ ก็แปลว่า ต้องลุ้นยุบ-ไม่ยุบ ที่คดีต่อไป โดยเฉพาะในคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินธนาธร ทว่าหากคำวินิจฉัยเป็นผลลบต่อพรรคอนาคตใหม่ และคำวินิจฉัยขาดความสมเหตุสมผล ก็ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ประเทศนี้ใช้นิติสงคราม ทำลายศัตรูทางการเมือง ซึ่งรังแต่จะส่งผลเสียระยะยาวให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ประเทศมีการปะทะของช่วงวัย ซึ่งมีพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมือง เกินไปจากเอื้อมมือของผู้มีอำนาจที่จะควบคุมได้

วยาส
14Article
0Video
63Blog