ไม่พบผลการค้นหา
ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการปล่อยข่าว ‘รัฐประหาร’ จนเกิดคำถามที่ว่า ‘บิ๊กแดง’ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. จะปฏิบัติการรัฐประหารทิ้งท้ายก่อนเกษียณอายุราชการในอีก 40 วันหรือไม่

ทว่าก็จะเป็นการทำรัฐประหาร ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (รมว.) กลาโหม หากย้อนสัมพันธ์จะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอีกคนที่สนับสนุน พล.อ.อภิรัชต์ มาตลอด จนได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เพราะชื่อ พล.อ.อภิรัชต์ อยู่ใน ‘บัญชีแบล็คลิสต์’ ของคนเสื้อแดงด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ ได้ชื่อว่าเป็น ‘น้องเลิฟ’ ต่างสายของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมาจากสายวงศ์เทวัญ และได้เห็นฝีมือ พล.อ.อภิรัชต์ ตั้งแต่สมัยอยู่ ร.11 รอ. และสมัยเป็นผู้การ ร.11 รอ. โดยเฉพาะการกรำศึกกับคนเสื้อแดง จนมาถึงก่อนรัฐประหาร 22 พ.ค.57 เพียง 1 เดือน ในโผโยกย้ายนายพลกลางปี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผบ.ทบ. ได้ดัน พล.อ.อภิรัชต์ เป็น ผบ.พล.1 รอ. ที่ต้องดูแลพื้นที่ กทม. คุมขุมกำลังปฏิวัติในขณะนั้น

เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก็ประกาศตัวเปิดหน้าชัดเป็นขั้วตรงข้ามกับฝ่ายค้านและหนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์และทอล์กแผ่นดินของเราฯ ที่ซัดฝ่ายค้านตรงๆ เช่น ซ้ายจัดดัดจริต ฮ่องเต้ซินโดรม หนักแผ่นดิน โรคชังชาติ เป็นต้น

หากดูเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การ ‘รัฐประหาร’ ในขณะนี้ยังไม่เข้าเงื่อนไขทั้งหมด ได้แก่ สถานการณ์ม็อบชนม็อบ , สภาวะสุญญากาศทางการเมือง เป็นต้น หากเทียบในอดีตรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557 ล้วนเป็น ‘รัฐบาล’ ที่อยู่ ‘ตรงข้ามกองทัพ’

แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่าอยู่ฝั่งเดียวกับกองทัพ เพราะเป็นผลสืบเนื่องจากยุค คสช. ดังนั้นหากมีเหตุการณ์ใดขึ้น ก็เป็นเพียงการ ‘กระชับอำนาจ’ เสียมากกว่า

ทั้งนี้หากดู 3 ข้อเรียกร้อง 2 เงื่อนไข ของกลุ่มประชาชนปลดแอกจะพบว่า ต้องห้ามทำรัฐประหารและห้ามตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ดังนั้นข่าวลือ ‘รัฐประหาร’ จึงขัดหลักการของการชุมนุมด้วย 

อภิรัชต์

แต่ข่าวลือครั้งนี้กลับถูกปล่อยมาจากขั้วตรงข้ามรัฐบาล เช่น ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ จึงทำให้มีการตีความว่าจะเป็นการ ‘หวังวัดกระแส’ ใดหรือไม่ หรือเป็นความพยายาม ‘เสี้ยม’ เพื่อให้เกิดความระแวดระวังกันเองระหว่าง ‘รัฐบาล-กองทัพ’ หรือไม่

นอกจากนี้เป็นที่ชัดเจนว่า ‘บิ๊กบี้’ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. คนต่อไป เป็น ตท.22-จปร.34 เกษียณฯปี 2566 นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ยาว 3 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ รบ.ประยุทธ์ จะครบวาระ 4 ปีพอดี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง ที่เชื่อกันว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ จะใช้ ‘ความนิ่ง’ สยบความเคลื่อนไหว อีกทั้งไม่มี ‘แผลในอดีต’ ที่จะกลับมาทิ่มแทงด้วย เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ณรงค์พันธ์ ทำตัวโลว์โปร์ไฟล์มาตลอด และไม่ได้ตกเป็น ‘แบล็คลิสต์’ ขั้วตรงข้ามแบบ พล.อ.อภิรัชต์

สิ่งสำคัญ พล.อ.ณรงค์พันธ์ เป็นนายทหาร ‘ลูกผสม’ ระหว่างสายบูรพาพยัคฆ์-วงศ์เทวัญ เพราะ พล.อ.ณรงค์พันธ์ เคยเป็น ผู้บังคับกองพัน ที่ ร.2 พัน.2 รอ. ก่อนมาเติบโตที่ ร.31 รอ. จนขึ้นเป็น ผู้การ ร.31 รอ. และขึ้นเป็น ผบ.พล.1 รอ. ซึ่งโตมาจากสายวงศ์เทวัญ เช่นเดียวกับ พล.อ.อภิรัชต์ แต่ต่างหน่วยกันเท่านั้น

จึงทำให้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ไม่ได้โตมาจาก ‘ขั้วบูรพาพยัคฆ์’ และไม่ได้เป็นสายตรง ‘3ป.บูรพาพยัคฆ์’ จึงต้องจับตา ‘สัมพันธ์’ ระหว่าง ‘กองทัพ-รัฐบาล’ กันต่อไป แต่ก็มี ‘สัญญาณดี’ ระหว่างกัน หลัง พล.อ.อภิรัชต์ ได้นำ 5 เสือ ทบ. เข้าอวยพรวันเกิด ‘บิ๊กป้อม’พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ โดย พล.อ.ณรงค์พันธ์ ได้ตบเท้าเข้าอวยพรด้วย

ทบ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้
  • พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ตัวเต็ง ผบ.ทบ.คนต่อไป

ในสถานการณ์เช่นนี้ทั้ง ‘กองทัพ-รัฐบาล’ อยู่ในสภาวะที่ ‘เกื้อหนุน’ กัน เพราะทั้ง 2 ฝ่ายตกเป็นเป้าของกลุ่มผู้ชุมนุม อีกทั้งประเด็นการชุมนุมก็ขยับเพดานสูงขึ้นเป็น ‘3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน 1 ความฝัน’ ซึ่งในประเด็น 1 ความฝัน คือ การมี ‘ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ’ อย่างแท้จริง ที่รับกับความเคลื่อนไหวของ ‘พรรคก้าวไกล-คณะก้าวหน้า’ ต่อหมวด 1-2 ของรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งการเติบโตของการเคลื่อนไหว ‘กลุ่มปลดแอก’ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นผลผลิตจาก ‘แนวคิดอนาคตใหม่’ ที่แผ่ขยายออกไป

อย่างไรก็ตามมีการประเมินว่าช่วงเดือน ก.ย.นี้ จะเป็นช่วง ‘เลี้ยงกระแส’ ของกลุ่มประชาชนปลดแอก จากนั้นในเดือน ต.ค. จะเป็นการ ‘ยกระดับ’ การชุมนุมขึ้นมา จึงต้องติดตามว่าจะขยายทั่วประเทศหรือพักค้างคืน หลังการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่พบ ‘ความเป็นระบบ’ มากขึ้น ทั้งระบบขนส่งอาหาร การมีการ์ดรักษาความปลอดภัย รถสุขา การตั้งเวที และกิจกรรมบนเวที เป็นต้น รวมทั้งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมนับหมื่นคน

แฟลชม็อบ-ชุมนุม

ทั้งนี้การยกระดับจาก ‘เยาวชนปลดแอก’ มาเป็น ‘คณะประชาชนปลดแอก’ จะให้ได้ชัดว่ามีการดึง ‘สหภาพแรงงาน’ เข้ามาสู่ขบวนการชุมนุมด้วย แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญคือการดึง ‘นักเรียนมัธยม’ มาเข้าร่วมด้วย และขยายวงกว้างกลายเป็นปรากฏการณ์ ‘ชูสามนิ้ว-ติดโบว์ขาว’ ในหลายโรงเรียน ทำให้รัฐบาลต้องหาวิธีรับมือ

ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการได้ออกหนังสือถึงโรงเรียน ให้นักเรียนสามารถจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนได้ จึงมีการมองกันว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ออกมานอกรั้วโรงเรียนและมาสู่ท้องถนน เช่น ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์ช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ทางการเมือง ที่มาพร้อมคำทำนาย ‘ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล’ ซินแสชื่อดังประจำรัฐบาล ออกมาเตือนว่า เดือน ส.ค.นี้ เป็นเดือนเป็นลิงหลอกเจ้า วุ่นวาย สารพัดปัญหา รับปากอย่างก็ทำอีกอย่าง จากนั้นเดือน ส.ค. มีเรื่องจุกจิกอยู่ และเดือนต.ค. จะมีปัญหา ถ้าไม่เบรกให้ดี จะถึงขั้นให้ฟืนไฟ เสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลทั้งสิ้น

จะ ‘ปลดแอก’ หรือ ‘ปลดล็อก’ จะได้ก่อนกัน ?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปริศนา ลายพราง
103Article
0Video
36Blog