ไม่พบผลการค้นหา
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่โพสต์ ชี้งบลงทุน 5 ปี 'รัฐบาลประยุทธ์' ใช้เพียงร้อยละ 60 น้อยกว่ารัฐบาลก่อนหน้า แนะเบิกจ่ายงบลงทุนให้มีประสิทธิภาพ ให้เกิดจ้างงาน-ซื้อวัตถุดิบ แทนการผลักดัน 'ชิมช้อปใช้' ยกตอนเป็นนักธุรกิจใช้ 'เก็นบะ' ลงพื้นที่ดูปัญหาด้วยตัวเองแก้ปัญหาเบิกงบลงทุนล่าช้าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ไม่ต้องแปลกใจที่เศรษฐกิจซบเซา ส่วนหนึ่งของปัญหาคือรายจ่ายเพื่อการลงทุนในปีงบประมาณนี้ ถูกใช้ไปเพียง 58 เปอร์เซ็นต์ของงบที่ตั้งไว้ ในขณะที่รัฐบาลกำลังอวดอ้างถึงความสำเร็จของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบแจกเงินผ่าน “ชิมช้อปใช้” แต่วิธีที่ดีกว่า ง่ายกว่า และยั่งยืนกว่า คือ การผลักดันการใช้งบลงทุนตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ให้เกิดขึ้นจริง ใครที่เคยเป็นผู้บริหารองค์กรย่อมรู้ว่า ประสิทธิภาพการทำนโยบายให้เป็นจริงนั้นสำคัญเท่าๆ กับตัว “นโยบาย”

นายธนาธร ระบุว่า งบลงทุนถือว่าเป็นส่วนสำคัญของงบประมาณประจำปีของภาครัฐ ซึ่งปีหนึ่งจะมีประมาณ 18-20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด งบลงทุนนี้คืองบที่จะมาพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน สาธารณสุข โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ถนนหนทางการคมนาคม ตลอดจนพื้นฐานด้านไอทีต่างๆ งบลงทุนของรัฐเกิดจากการวางยุทธศาสตร์และแปรจากยุทธศาสตร์เป็นแผนปฏิบัติงาน หากงบลงทุนไม่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าประชาชนเสียโอกาสในการพัฒนา ปัญหาประชาชนถูกแก้ไขช้าลง และเศรษฐกิจเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

หัวหน้าพรรคอนาคตตใหม่ ระบุว่า ปีบัญชีของภาครัฐเริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. ของทุกปี และสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.ของปีถัดไป ในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจบลงวันที่ 30 ก.ย. มีการตั้งรายจ่ายเพื่อการลงทุนไว้เกือบ 6.5 แสนล้านบาท ปีงบประมาณปิดไปแล้วในวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการเบิกใช้จริงเพียง 58 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม บริหารประเทศนับแต่ปีงบประมาณ 2558 ถึง 2562 หรือ 5 ปีงบประมาณ ค่าเฉลี่ยของการใช้งบประมาณการลงทุนอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าการทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในอดีตอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ารัฐบาลบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ เบิกจ่ายงบลงทุนได้เพิ่มขึ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ แปลว่างบลงทุนจะถูกเบิกจ่ายจะเพิ่มจาก 376,500 ล้านบาทในปัจจุบัน (58 เปอร์เซ็นต์ ของงบลงทุน 649,138 ล้านบาท) เป็น 441,414 ล้านบาท (68 เปอร์เซ็นต์ ของงบลงทุน 649,138 ล้านบาท) หรือก็คือมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่ม 64,914 ล้านบาท เท่ากับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการชิมช้อปใช้ ที่มีวงเงิน 19,000 ล้านบาท 3 โครงการกว่า ยังไม่รวมผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมาจากการลงทุน เพราะเงินลงทุนของรัฐทำให้เกิดการจ้างงานและซื้อวัตถุดิบมากกว่าเงินที่แจกเพื่อการบริโภคเฉยๆ

นายธนาธร ย้ำว่า หนึ่งในเครื่องมือในการติดตามปัญหาและโครงการที่ตัวเองใช้และประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ การใช้แนวคิด Genba (เก็นบะ) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดจากการบริหารงานแบบโตโยต้า “เก็นบะ” คือการตรวจสอบหน้างานจริง พูดคุยกับคนที่เกิดปัญหาจริง ดูสภาพแวดล้อมหน้างานจริง การลงดูหน้างานและสัมผัสกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจริงเท่านั้นที่จะทำให้ผู้บริหารตัดสินใจแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ผู้บริหารที่ดูหน้างานบ่อยจะใช้อำนาจในการจัดการ เคลื่อนย้าย หรือเพิ่มลด ทรัพยากร และให้คุณให้โทษกับผู้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง

"ผมใช้เครื่องมือ “เก็นบะ” อย่างสม่ำเสมอมา 10 ปี ผมลงไปฟังผู้ปฏิบัติงานจริงและดูพื้นที่จริง เกือบ 200 เรื่องต่อไตรมาส องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปฏิบัติการเองก็ภูมิใจที่ความคิดและผลงานของเขามีความหมายทำให้เขากล้าที่จะแสดงออกและคิดค้นกระบวนการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โครงการไหนติดขัด ในฐานะผู้บริหาร เราสามารถโยกย้ายทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ การนั่งประชุมในกรุงเทพแก้ปัญหาต่างจังหวัดไม่ได้ หากผมได้เป็นฝ่ายบริหารในการทำงานการเมือง ผมตั้งใจนำทักษะและแนวคิดนี้เข้ามาบริหารประเทศด้วยเช่นกัน ผมมั่นใจว่า เก็นบะ จะสามารถแก้ปัญหาการเบิกงบประมาณการลงทุนล่าช้าที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศได้"