พายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (13 พฤศจิกายน 2568) โดยตั้งคำถามว่า หากเมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนด้านการค้ากับสหรัฐฯแล้ว ด้วยการประกาศเสนอ “แผนสำรอง” ในการรับมือภาษีทรัมป์ คำถามต่อมาที่สังคมอยากรู้คือ บันทึกข้อตกลงแร่แรร์เอิร์ธที่ท่านนายกฯไปลงนามไว้กับรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อตอนเดินทางเยือนมาเลเซียยังมีผลอยู่หรือไม่?
ในเมื่อข้อตกลงนั้นเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ จนกระทั่งไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องรอให้ทางสหรัฐฯเป็นฝ่ายออกข่าวก่อน ประเด็นนี้จึงไม่อาจมองข้ามได้ เพราะช่วงเวลาที่ลงนามนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการเซ็น “ยุติข้อพิพาทกับกัมพูชา” ที่มาเลเซีย จนมีเสียงวิจารณ์ว่าทั้งสองดีลอาจเป็น “แพ็คคู่” ทางการทูตที่ถูกนำเสนอพร้อมกันแบบขายพ่วงโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจของไทยเอง
แต่เมื่อวันนี้รัฐบาลประกาศตัดขาดปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาแล้ว คำถามคือ จะจัดการกับบันทึกข้อตกลงแร่แรร์เอิร์ธที่เกี่ยวพันกับสหรัฐฯอย่างไร? จะยังคงไว้ต่อ หรือจะฉีกทิ้งไปพร้อมกัน? หาก MOU นี้ยังมีผลอยู่ รัฐบาลควรชี้แจงอย่างโปร่งใสต่อประชาชน เพราะแร่แรร์เอิร์ธไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงระดับชาติ ที่ไม่อาจปล่อยให้กลายเป็นดีลลับระหว่างผู้นำเพียงไม่กี่คน
สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่เพียง “MOU ยังอยู่หรือไม่?” แต่คือ.. รัฐบาลมีการแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบหรือไม่ ว่าไทยยังมีพันธกรณีผูกพันกับสหรัฐฯภายใต้บันทึกนั้นหรือเปล่า? และหากไม่แจ้งใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบทางการค้าหากสหรัฐฯมองว่าไทยผิดสัญญา?
การประกาศแผนสำรองภาษีทรัมป์อาจช่วยสร้างภาพผู้นำที่เข้มแข็งในระยะสั้น แต่หากรัฐบาลนี้ยังไม่กล้าเปิดเผยรายละเอียดของบันทึกข้อตกลงแร่แรร์เอิร์ธอย่างโปร่งใส ก็มีแต่จะเพิ่มคำถามว่า ไทยกำลังเดินเกมเศรษฐกิจเพื่อใครกันแน่? และใครคือผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงจากความเงียบงันของรัฐบาลชุดนี้.. สุดท้ายการลงนามปากกาเพื่อสันติภาพจะกลายเป็นการลงนามเพื่อแบ่งเค้กทรัพยากรชาติแทน