ไม่พบผลการค้นหา
ผ่านมา 3 ปี ทบ. มี “ผบ.ทบ.คอแดง” มาแล้ว 2 คน “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ และ “บิ๊กบี้”พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ซึ่งทั้งคู่ต่างมี “อุดมการณ์-แนวคิด” ทางการเมืองที่เหมือนกัน และพุ่งเป้าไปที่ พรรคอนาคตใหม่-คณะก้าวหน้า” แต่ต่างกันที่การแสดงออก เท่านั้น

ในยุค พล.อ.อภิรัชต์ ถือว่า “เปิดหน้าชน” กันตรงๆ ทั้งการให้สัมภาษณ์ต่างๆ แต่ที่ถือเป็นการ “จุดตัดสำคัญ” คือเหตุการณ์ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” หลัง พล.อ.อภิรัชต์ ขึ้นเวที “เดี่ยวไมโคโฟน” กว่า 1 ชั่วโมง ที่ บก.ทบ.ราชดำเนิน ช่วงเดือน ต.ค.62 เชิญนายทหาร แขกจากวงการอาชีพต่างๆ มารับฟัง เช่น “สินจัย-ฉัตรชัย เปล่งพานิช” , ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค , ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ , เทพชัย หย่อง , อัญชะลี ไพรีรัก , สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม , เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ , สมชาย แสวงการ เป็นต้น รวมทั้งสื่อต่างประเทศด้วย หนึ่งในนั้น คือ “โจนาธาน เฮด” ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย

ซึ่งเวทีดังกล่าวเกิดวาทะการเมืองต่างๆจำนวนมาก ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำคณะก้าวหน้า ผ่านภาพ “เงาปริศนา” ที่ก็รู้ว่าใคร ที่ถ่ายภาพคู่กับ “โจชัว หว่อง” แกนนำม็อบฮ่องกงในขณะนั้น

โดย พล.อ.อภิรัชต์ พยายามฉายภาพไปยัง “เหตุการณ์ปี2475” ที่เชื่อมมายังยุค “คอมมิวนิสต์” ผ่านพวกนักวิชาการ-อาจารย์ ที่ในปัจจุบันมาจับมือกับ “คนจบเมืองนอก” ซึ่งพวกนี้เป็น “มาสเตอร์มายด์” ทางความคิดของคนที่ออกมาเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ซึ่งสามารถ “อ่านวิธีคิด” จากคำพูด พล.อ.อภิรัชต์ บางช่วงดังนี้

“พวกนักวิชาการ อาจารย์บางคน ที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์เดิม เป็นมาสเตอร์มายด์ เป็นคลังสมอง ร่วมกับนักเรียนนอก ซ้ายจัดดัดจริต ไปเรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคม อบรมสั่งสอน ไร้จรรยาบรรณ ชอบอ้างตัวเลข 2475 เป็นตัวชี้นำ อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง” 

“หรือจะเชื่อนักธุรกิจ เจ้าของโรงงาน ที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ชีวิตไม่เคยลำบาก พวกฮ่องเต้ซินโดรม เคยชุมนุมกับกลุ่มเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ เป็นฐานให้ตัวเองเข้าสู่การเมือง มีพฤติกรรมล้มล้างชาติและสถาบัน”

อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อภิรัชต์ คงสมพงษ์

แน่นอนว่าถูกเพ่งไปที่ “ธนาธร-ปิยบุตร” อย่างชัดเจน แม้จะไม่ระบุชื่อก็ตาม โดย “ปิยบุตร” จบจากประเทศฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญการเมืองฝรั่งเศส การปฏิวัติฝรั่งเศส ส่วน “ธนาธร” เป็น “ทายาท” เจ้าของธุรกิจหมื่นล้าน เคยร่วมชุมนุมกับ “คนเสื้อแดง” เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งทั้งคู่ต่างรู้จักมักคุ้น “นักวิชาการ” รุ่นใหญ่ ที่เติบโตมาจากยุค “คนเดือนตุลา” ผ่านเหตุการ 14 ตุล่ และ 6 ตุลา นั่นเอง

จากนั้น “ปิยบุตร” เปิดเวทีหัวข้อล้อกับ

พล.อ.อภิรัชต์ คือ “แผ่นดินของเราในมุมมองประชาธิปไตย : บทบาทของประชาชนในการสร้างชาติ” แต่เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มี “สตอรี่เบื้องหลัง” แต่เกิดขึ้นหลังทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร-พล.อ.อภิรัชต์” เคยพบกันเงียบๆ “ว.5 ลับ” มาก่อน โดยเกิดขึ้นช่วง ก.ย.62 ที่มีมือประสาน คือ ‘เสธ.โหน่ง’พล.ท.พงศกร รอดชมภู ส.ส.อนาคตใหม่ ในขณะนั้น

ทว่าการเปิดเวที “เผชิญหน้า” เกิดขึ้นอีก 1 เดือนกว่าถัดมา แต่ทั้ง 2 ฝ่าย ก็ไม่เคยออดมาพูดถึงการพบปะกันให้สาธารณะทราบ แต่ผลของการพูดคุยคือ “สะบั้น” ไปแล้ว ทำให้แต่ละฝ่ายเดินเกมของตัวเอง ในลักษณะ “ทางใครทางมัน” 

ซึ่งอีกจุดตัดสำคัญคือการ “ยุบพรรคอนาคตใหม่” นำมาซึ่ง “ความเคลื่อนไหว” แห่งยุคสมัย ลากยาวมาถึงข้อเรียกร้อง “ทะลุเพดาน” และการเปลี่ยนมือ ผบ.ทบ. จาก พล.อ.อภิรัชต์ มายัง พล.อ.ณรงค์พันธ์ เมื่อ ต.ค.63 ที่เป็นช่วง “รอยต่อสำคัญ” ของทั้งการเคลื่อนไหวและของกองทัพด้วย

สำหรับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ เลือกที่จะไม่เผชิญหน้าท้าชนแบบ พล.อ.อภิรัชต์ แต่แสดงออกในรูปแบบ “สะท้อนความคิด” ในภาษาข่าวคือ “ยืมปากคนอื่น” มากกว่า ผ่านทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 32,000 แอคเค้าท์ ในการ “รีทวีต-กดไลค์” เพียงเท่านั้น สอดแทรกทั้งเรื่องการเมืองและภารกิจกองทัพ 

ซึ่งการรีทวีตเรื่องการเมือง จะเป็น “คำพูด” ของแอคเค้าท์ที่มีตัวตนจริงและร่างอวตาร โดยเฉพาะช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่าน ตั้งแต่เรื่อง ยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 กรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย “ล้มล้างการปกครอง” เรื่อยมาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับกลุ่ม Re-Solution ที่มี “ปิยบุตร” เป็นหัวหอกหลัก เท่ากับว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ มอนิเตอร์อยู่ตลอด แม้สิ่งเหล่านี้ เหมือนคนละเรื่อง แต่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด

ซึ่งส่วนใหญ่ถ้อยคำที่รีทวีตก็เป็น “แนวคิด” ที่ไม่ต่างจากแนวคิดของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่เคยพูดบนเวทีฯนั่นเอง ดังนั้นวิธีคิดของ พล.อ.อภิรัชต์-พล.อ.ณรงค์พันธ์ จึงไม่ต่างกัน แต่สะท้อนออกมาต่างกัน 

อภิรัชต์ ณรงค์พันธ์

แม้แต่การแสดงออกถึง “ความสัมพันธ์” กับรัฐบาลด้วย ที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ดูมี “ระยะห่าง” กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม เพราะโตมาต่างสายใน ทบ. และ พล.อ.ณรงค์พันธ์ เติบโตมาด้วย “พลังของตัวเอง” แตกต่างจาก พล.อ.อภิรัชต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

ดังนั้นที่ผ่านมา “กองทัพบก” ในยุค พล.อ.ณรงค์พันธ์ จึงไม่ออกตัวแรงอยู่ข้างรัฐบาล อีกทั้ง พล.อ.ณรงค์พันธ์ ก็ไม่ออกตัวปกป้อง พล.อ.ประยุทธ์ ให้เปลืองตัว แต่เลือกทำงานในที่ตั้ง ทบ. อย่างเงียบๆ ตอบสนองงานตามที่ นายกฯ สั่งการเท่านั้น ล่าสุดเช่น สั่งแสตนบาย “รถบรรทุกทหาร” 3,700 คัน โดยรอคำสั่งรัฐบาล หลังผู้ประกอบการรถบรรทุกขู่หยุดวิ่ง เหตุราคาน้ำมันพุ่ง เป็นต้น 

ในสภาวะที่รัฐบาลแกว่ง ทั้งเรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐที่ลุ่มๆดอนๆ กระทบมาถึงเสถียรภาพเกมในสภา สถานการณ์โควิดที่พึ่งฟื้นตัว เป็นต้น ทำให้ “เสาค้ำอำนาจ” ต่างอยู่ประคองแบบ “เสมอตัว” มากกว่าไป “เจ็บตัว” ด้วย

ณรงค์พันธ์ ผบ.ทบ.

ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ณรงค์พันธ์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมหน่วยทหารภาคอีสาน ซึ่งเป็นหลัง “ควันหลง” จากเหตุการณ์หลายพรรคการเมือง จ้องเจาะพื้นที่ “ภาคอีสาน” ต่างพากันไป “ปักธง” ที่ จ.ขอนแก่น ทั้ง พปชร.-ก้าวไกล-เพื่อไทย นั่นเอง และในขณะนี้ใกล้ถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นสนาม อบต. วันที่ 28 พ.ย.นี้ โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ได้กำชับให้ทหารไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อบต. ย้ำให้ยึดความเป็นกลาง เพื่อทำตามหน้าที่ประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

ทั้งหมดนี้สะท้อนท่าทีของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่เป็นในลักษณะ “น้ำนิ่งไหลลึก” แต่การกระทำก็ “สะท้อนความคิด” ที่นำมาสู่แนว “ปฏิบัติ” ด้วย นั่นคือเป็น “กองหนุนรัฐบาล” แบบไม่เปลืองตัว อยู่ในที่ตั้ง ควบคู่ “มอนิเตอร์ม็อบ” ที่วันนี้ แม้ว่าม็อบจะยัง “ไม่ล้ำเส้น” ที่กองทัพขีดไว้ แต่ในอนาคต อะไรก็ไม่แน่นอน

เป็น “ความเงียบ” ที่มีแต่ “เสียงดัง” ตลอด !!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปริศนา ลายพราง
161Article
0Video
39Blog