ไม่พบผลการค้นหา
ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ โต้ฝ่ายค้าน 'อย่ามโน ดีลปีศาจ' ย้ำ รัฐบาลจริงใจปฏิรูปการเมือง แก้รัฐธรรมนูญรอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้ทำประชามติกี่ครั้ง

วันนี้ (25 มีนาคม 2568) เวลา 16.20 น. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ ชี้แจงข้ออภิปรายที่ว่ารัฐบาลไม่จริงใจในการปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าตนเองได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงกรณีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการปฏิรูปการเมือง ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสองเรื่องนี้มีความสำคัญ และรัฐบาลให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก 

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า กรณีที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของดีลกับปีศาจ ดีลข้ามขั้ว ตนเองอยู่ในเหตุการณ์เสมอมา โดยหลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เมื่อพรรคก้าวไกลได้เป็นพรรคอันดับ 1 ชนะการเลือกตั้ง เราก็แสดงความยินดี และให้ความสำคัญกับพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในฐานะพรรคอันดับ 2 ก็ไม่แข่งขัน แม้ไม่มีกฎข้อห้ามว่าพรรคอันดับ 2 สามารถจัดตั้งไม่ได้ก็ตาม จนท้ายที่สุดเหตุการณ์ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาลมีปัญหา และแกนนำของพรรคบอกว่าให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถึงเกิดเป็นรัฐบาลนี้ขึ้น และทุกคนก็ทราบดีว่ามีความเป็นมาอย่างไร ที่ตนเองกล่าวเช่นนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าดีลข้ามขั้ว หรือดีลกับปีศาจนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะนโนกันไปเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปการเมืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2567 ซึ่งมีนโยบายเด่นอันหนึ่งที่ไม่เคยเห็นในรัฐบาลไหนแถลงแบบนี้มาก่อน โดยมีการวิเคราะห์ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันว่ามีความท้าทาย 8 ประการ ซึ่งในประการที่ 7 ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมายาวนาน เป็นผลจากการรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง รวมถึงการถอดถอนรัฐบาลออกจากอำนาจในแบบที่คาดเดาไม่ได้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทยอย่างรุนแรงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้" จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งกำหนดหมวดว่าด้วยการปฏิรูปไว้ท้ายรัฐธรรมนูญว่า ให้ตรากฎหมายว่าด้วยแผนและการปฏิรูปประเทศ และให้เริ่มทำภายใน 1 ปี แต่การปฏิรูปการเมืองก็ไม่เกิดขึ้นเพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย ที่ออกมาก็เป็นคนละเรื่องกับการที่เราจะปฏิรูปการเมืองมีแต่กำจัด มีแต่การควบคุม การยุบพรรคการเมือง การใช้อำนาจกำกับดูแลพรรคการเมืองให้อยู่กับร่องกับรอย 

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นปัญหาใหญ่ ปัญหาสำคัญคือการมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4/2564 มีสาระสำคัญที่เป็นปัญหาคือจะทำประชามติกี่ครั้งกันแน่ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เกิดขึ้นจากการทำประชามติ ถ้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องถามประชาชนก่อนว่าจะประสงค์มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทำให้เกิดการตีความเป็นสองนัยยะ

1. ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าต้องทำ 3 ครั้ง

2. ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าทำ 2 ท้ายสุดเกิดการยื่นญัตติขอแก้ไขมาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ขณะนั้นประธานสภาสั่งไม่บรรจุ แปลว่า สภาเห็นว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง

รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ตัดสินใจทำเรื่องรัฐธรรมนูญต่อโดยตั้งกรรมการ 1 ชุด มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และกรรมการทุกคนตัดสินใจว่า

1.ทำประชามติ 3 ครั้ง

2. แก้กฎหมายประชามติ

ขณะที่ รัฐสภากลับไม่บรรจุวาระ และนำเรื่องนี้เข้าสู่ครม. เป็นมติครม เห็นชอบให้ทำประชามติ 3 ครั้ง ให้แก้กฎหมายประชามติ ท้ายสุด กฎหมายก็ประสบปัญหา ขณะนี้ก็รอเวลา 180 วัน และให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองกลับมาเพื่อพิจารณาร่วมกันกันก่อนจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่า

“โดยรวมเรามีมติรัฐสภาไปแล้วว่า ให้สอบถามศาลรัฐธรรมนูญ หากวินิจฉัยออกมาชี้ขาดว่าทำประชามติกี่ครั้งเราก็เดินตามนั้น หากเป็นไปได้ให้ทำ 2 ครั้ง ญัตติที่เราเสนอค้างอยู่ ในรัฐสภาก็จะเดินหน้า ก็จะประกบกับ 180 วันของกฎหมายประชามติพอดี ดังนั้นเรามีความจริงใจว่าอยากจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จให้ได้” นายชูศักดิ์ ระบุ