คำกล่าวของลาฟรอฟในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้แถลงนโยบายทางกลาโหมของตนเพื่อการ “ถอนระบอบนาซี” ออกจากยูเครน ตามคำกล่าวอ้างในการเข้าไปทำ “ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร” ในประเทศเพื่อนบ้านของตน ในขณะที่ยูเครนและชาวโลกออกมาประณามสิ่งที่รัสเซียทำในยูเครนว่าเป็น “การฆาตกรรมหมู่”
จากรายการสัมภาษณ์ของช่องโทรทัศน์อิตาลีต่อลาฟรอฟ ผู้สื่อข่าวสอบถามลาฟรอฟว่า รัสเซียจะอ้างข้ออ้างในการ “ถอนระบอบนาซี” ออกจากยูเครนได้อย่างไร ในเมื่อ โวโลดีเมอร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกลับเป็นชาวยูเครนเชื้อสายยิวโดยแท้ อย่างไรก็ดี ลาฟรอฟกลับให้คำตอบที่ชวนให้อิสราเอลรู้สึกไม่พอใจ
“จากข้อถกเถียง (ของเซเลนสกี) ว่าเราจะมีระบอบนาซีได้อย่างไรในเมื่อตัวผมเองเป็นคนยิว ถ้าผมจำไม่ผิด และมันอาจจะผิดก็ได้ ฮิตเลอร์เองก็มีเชื้อสายยิวเหมือนกัน” ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับ Mediaset สื่อโทรทัศน์ของอิตาลี “มันไม่มีความหมายอะไรเลย”
“เราเคยได้ยินมานานจากชาวยิวผู้เฉลียวฉลาดที่พูดว่า พวกต่อต้านยิวสุดโต่งมักจะเป็นยิวเสียเอง” ลาฟรอฟกล่าวต่อ “มันไม่มีครอบครัวไหนหรอกที่จะไม่มีตัวกินไส้อยู่” คำพูดดังกล่าวส่งผลให้อิสราเอลรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในทันที
อิสราเอลเป็นประเทศตะวันตกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงไม่ประกาศการคว่ำบาตรรัสเซีย และไม่ประกาศมอบความช่วยเหลือทางการทหารใดๆ แก่ยูเครน “คำพูดของเขาไม่จริง และเจตนาของเขาผิด” นาฟทาลี เบ็นเน็ทท์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลวิจารณ์ลาฟรอฟ “การใช้การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวในฐานะเครื่องมือทางการเมืองควรจะต้องหยุดลง ณ ตอนนี้”
นอกจากนี้ เยียร์ ลาปิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ออกมากล่าวว่า อิสราเอลได้ใช้ “ความพยายามทุกอย่าง” ที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทางรัสเซีย “แต่มันมีขีดจำกัด และขีดจำกัดนั้นถูกข้ามเข้ามาแล้วในครั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียจะต้องขอโทษพวกเราและประชาชนชาวยิว”
ลาปิดกล่าวเสริมว่า “คำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาฟรอฟเป็นทั้งคำพูดที่ไม่สามารถให้อภัยได้และรุนแรง เช่นเดียวกันกับความผิดพลาดด้านข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ ชาวยิวไม่ได้ฆ่าพวกเดียวกันในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การเหยียดเชื้อชาติที่ต่ำช้าที่สุดต่อชาวยิวคือการกล่าวหาว่าชาวยิวเองที่ต่อต้านชาวยิว” ทั้งนี้ อิสราเอลได้เรียกตัว อนาโทลี วิกตอรอฟ ทูตรัสเซียประจำอิสราเอลเพื่อเข้า “ชี้แจงท่าทีของตน” แล้ว
ในคืนวันเดียวกัน เซเลนสกีได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ว่า คำพูดของลาฟรอฟสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่ารัสเซียหลงลืมและไม่ได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง “ไม่มีใครได้ยินการออกมาปฏิเสธหรือการหาความชอบธรรมจากมอสโก ทุกอย่างที่เรามีคือความเงียบงัน มันหมายถึงว่าผู้นำรัสเซียหลงลืมบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่สอง หรือไม่พวกเขาก็ไม่เคยเรียนรู้บทเรียนอะไรเลย”
ในขณะเดียวกันผู้นำทั่วโลกต่างออกแถลงประณามรัสเซียถึงคำพูดของลาฟรอฟ โดย มาริโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลีกล่าวว่า คำพูดของลาฟรอฟนั้น “หยาบโลน” เช่นเดียวกันกับ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่ประณามว่าคำพูดของลาฟรอฟ “ไร้สาระและไม่เป็นที่ยอมรับ”
มีไคโล โปโดลยัก ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียูเครนยังได้ออกมาประณามว่า คำพูดของลาฟรอฟเป็น “การต่อต้านยิว” และเป็น “หลักฐานเพิ่มเติมถึงการเป็นผู้สืบทอดทางนิตินัยของอุดมการณ์นาซีของรัสเซีย” ด้วย “ความพยายามในการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ มอสโกได้หาข้อถกเถียงง่ายๆ ที่จะสร้างความชอบธรรมในการสังหารหมู่ชาวยูเครน”
ยัด วาเชม ผู้บริหารศูนย์รำลึกเหยื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในอิสราเอลยังได้ออกมาประณามว่า คำพูดของลาฟรอฟนั้น “ไร้สาระ ลวงตา อันตราย และสมควรถูกประณาม” ทั้งนี้ องค์กรดังกล่าวเคยโจมตีเซเลนสกีที่เปรียบเทียบการรุกรานรัสเซียต่อยูเครนว่าไม่ต่างอะไรไปจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วยเช่นกัน
ลาฟรอฟพยายามกล่าวถึงปูมหลังทางเชื้อชาติและศาสนาของเซเลนสกี ในขณะที่ตนถูกกดดันให้อธิบายว่ารัสเซียจะ “ถอนระบอบนาซี” ในประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นชาวยิวได้อย่างไร นอกจากนี้ เมื่อช่วงเดือน มี.ค.หลังจากรัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนได้หนึ่งเดือน ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าว ABC News ของสหรัฐฯ ว่า “ผมคิดว่าพวกนาซีและนีโอนาซีควบคุม (เซเลนสกี) อยู่”
ที่มา: