ไม่พบผลการค้นหา
ทำไมศัตรูถึงกลายเป็นมิตร? ทำไมพรรคเล็กถึงเสียงดัง? 'พีรวิชญ์' ถอดรหัสรัฐบาลข้ามขั้ว ผ่านแนวคิด Giovanni Sartori: เมื่อคณิตศาสตร์การเมืองสำคัญกว่าอุดมการณ์

พีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า ทำไมศัตรูถึงกลายเป็นมิตร? และทำไมพรรคเล็กถึงเสียงดัง? : ถอดรหัส ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ ด้วยแว่นตาของ Giovanni Sartori

หน้าตาของรัฐบาลไทยในช่วง 4-5 ปี (หรือที่เป็นมา?) อาจสร้างความสับสนให้กับหลายคน พรรคการเมืองที่เคยหาเสียงด่าทอกันแทบเป็นแทบตาย กลับมาจับมือกันตั้งรัฐบาล

พรรคที่มี ส.ส. ไม่กี่คน กลับมีอำนาจต่อรองมหาศาล

และสูตรการเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ กลับกลายเป็นเรื่องจริง

ถ้าภาพการเมืองไทยดู "ไร้หลักการ" หรือ "มีแต่ผลประโยชน์" ผมอยากชวนผ่อนจังหวะความสับสน ลองวางอารมณ์ลงชั่วครู่ ด้วยการสวมแว่นตาผ่านงานหนังสือรัฐศาสตร์เล่มแรก ๆ ในชีวิตผมอย่าง "Parties and Party Systems: A Framework for Analysis (1976)" หนังสือระดับตำนานของนักรัฐศาสตร์ชาวอิตาลี Giovanni Sartori

แม้หนังสือเล่มนี้จะเขียนมาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่มันยังสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับการเมืองโลกและการเมืองไทยในวันนี้ได้แข็งแรง! นี่คือ 3 เหตุผลที่จะทำให้นักอ่านทุกคนดูการเมืองไทยได้ “ครบเครื่อง” ยิ่งกว่าเดิม

1. เปลี่ยนการดูจำนวนพรรค แต่ให้ดู "พลัง" ของมัน (Counting Rules) เรามักบ่นว่าสภาไทยมีพรรคเยอะแยะไปหมด แต่ Sartori สอนให้เรามองข้ามตัวเลข และดูสิ่งที่เรียกว่า "ความเกี่ยวข้อง" (Relevance) ครับ เขาบอกว่าพรรคที่มีความหมายจริง ๆ มีแค่ 2 ประเภท a. Coalition Potential: พรรคที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ (ขาดฉันแล้วเธออยู่บ่าได้เลยย) b. Blackmail Potential: พรรคที่อาจไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่มีพลังมากพอที่จะ "ป่วน" หรือล้มกระดานได้ถ้าไม่ยอมฟังข้อเสนอของเขา เราจะเข้าใจทันทีว่าทำไมพรรคอันดับ 2 อันดับ 3 พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กบางพรรค ถึงได้เก้าอี้กระทรวงเกรดเอ ทั้งที่มีเสียงไม่เยอะ นั่นเพราะพวกเขามีค่า Blackmail Potential สูงมากในสมการคณิตศาสตร์การเมืองปัจจุบันนั่นเอง

2. มองการ "ข้ามขั้ว" มุมต่าง (Ideological Distance) Sartori ไม่ได้ดูแค่ใครจับมือกับใคร แต่เขาดู "ระยะห่างทางอุดมการณ์" ในระบบที่การเมืองแบ่งขั้วรุนแรง (Polarised) พรรคการเมืองจะวิ่งหนีออกจากตรงกลางไปหาสุดขอบ (Extremism) เพื่อดึงมวลชนที่อยู่รอบ ๆ ขั้วอุดมการณ์นั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ระบบมัน "ไปต่อไม่ได้" หรือมีความเสี่ยงที่ระบบจะล่มหรือ deadlock พรรคการเมืองอาจจำใจต้องลดระยะห่างนั้นลง และเกิดปรากฏการณ์ "รวมกันเฉพาะกิจ" เพื่อเดินหน้าและรักษาระบบการเมืองนั้น ๆ เอาไว้ เมื่อมองการเมืองไทย การจับมือข้ามขั้วที่เราเห็น อาจไม่ใช่แค่การทรยศหักหลังในมุมมองทางศีลธรรม แต่ในมุมมองของ Sartori มันอาจคือกลไกของระบบพรรคการเมือง ในวันที่ขั้วเดิมไม่สามารถครองอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่อไป

3. รู้ทันว่าเรากำลังอยู่ในระบบแบบไหน? Sartori แบ่งประเภทระบบพรรคการเมืองไว้อย่างละเอียด (เช่น ระบบพรรคเดียว, ระบบพรรคเด่น, ระบบหลายพรรคแบบมีขั้ว) การอ่านเล่มนี้จะทำให้เราๆ ตั้งคำถามว่า ไทยเราเป็นระบบแบบหลายพรรค (Multiparty System) จริงหรือ? หรือจริงๆ แล้วเราเป็นระบบ "พรรคเด่นพรรคเดียว" (Predominant Party System) ที่แค่เปลี่ยนหน้าคนเล่น แต่โครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิม? การอ่าน Parties and Party Systems เป็นจุดเริ่มต้นของการมองการเมืองผ่านกรอบรัฐศาสตร์ ไม่ได้ทำให้เชียร์การเมืองสนุกน้อยลง แต่มันจะเปลี่ยนจาก "กองเชียร์ข้างสนาม" มาเป็น "นักวิเคราะห์" ที่มองเห็นโครงสร้างของเกม เปลี่ยนจาก "ทำไมเขาทำแบบนั้น?" มาเป็น "อ๋อ... กลไกของระบบบีบให้เขาต้องเดินหมากตานี้" (ด้วยความเข้าใจ) แน่นอนว่างานทางรัฐศาสตร์มีพลวัตของมันอยู่ มีทั้งคนเห็นด้วย เห็นว่างานนี้ยังไม่ครบ และไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา ผมเลือกงานนี้มาเปิดการชวนคุยเพราะมันเป็นพื้นฐานกรอบคิด

มาค่อยๆ ลองถอดรหัสการเมืองไทยผ่านการจัดระเบียบวิธีคิดและสนุกกับการถอดความหมายความเคลื่อนไหว ด้วยเลนส์ที่หลากหลายกันครับ ไว้จะหยิบมาชวนคุยกันอีกเรื่อย ๆ ครับ