ไม่พบผลการค้นหา
รอยร้าวภายในพรรคร่วมรัฐบาล ตามแบบฉบับ ‘ศึก 3 ก๊ก’ ล่าสุดคือระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม กับ ‘เสี่ยหนู’อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ที่สัมพันธ์เริ่ม ‘ระหองระแหง’ มาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะตรวจเยี่ยม รพ.สนาม เอราวัณ 2 ย่านหนองจอก หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมประชุมกับ ศบค.วงย่อย ที่มี ‘อนุทิน’ ร่วมลงด้วย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยืนแถลงข่าว ข้าง ‘อนุทิน’ โดยพูดถึง ‘อนุทิน’ แบบ ‘ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย’ ว่า “ผมไม่ได้มีอะไรสักนิด ไม่ได้ไปตำหนิอะไรเขาสักอย่าง ถามพี่หนูสิ ผมไม่เคยตำหนิเขาสักอย่าง ไม่เคยไปเล่นงาน คุยกันธรรมดา คุยกันทุกเรื่อง ขอให้ทุกคนอย่าขัดแย้งกันโดยเด็ดขาด ผมจะทำงานให้ท่านได้ ถ้าไม่ขัดแย้งกัน” ทำให้เกิดการตีความคำว่า ‘ไม่มีอะไร’ ก็คือ ‘มีอะไร’ ตามมา

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงสายด่วน 1668 และ 1669 ที่ได้ให้คนโทรไป แค่กลับไม่มีคนรับ โดยได้กล่าวกลางวงที่ประชุม ที่มี ‘อนุทิน’ และ สธ. นั่งอยู่ด้วย ทำให้บรรยากาศการพูดคุยเต็มไปด้วย ‘ความคุกกรุ่น’ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึง ‘รถพยาบาล’ โดยถาม สธ. ว่ามีจำนวนเท่าใด ถ้าไม่พอจะนำรถพยาบาลทหาร ของหน่วยทหารเสนารักษ์มาเพิ่ม ถ้าไม่พออีกจะให้ใช้ ‘รถสิบล้อทหาร’ มาเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

กระแสกดดันตกมาที่ ‘อนุทิน’ ตลอดห้วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการล่ารายชื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ที่ทะลุหลักแสนไปแล้ว แน่นอนว่า ‘กระทบชิ่ง’ มายัง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

แต่ที่เป็น ‘คลื่นลูกใหญ่’ ภายใน สธ. คือการแบ่งกลุ่ม ‘หนุน-ไม่หนุน’ นายอนุทินอย่างชัดเจน นั่นคือกระแส ‘หมอไม่ทน’ ที่กดดันให้ ‘อนุทิน’ลาออก ผ่านเว็บไซต์ change.org ส่วนฝั่งที่สนับสนุนก็ออกมา ‘Saveอนุทิน’ พร้อมปั่นแฮชแท๊ก ‘ทองแท้ไม่กลัวไฟ’ โดยมีการใช้เพจทางการของโรงพยาบาลรรัฐสนับสนุน กลายเป็น ‘ศึกใน สธ.’ กลางวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น

ประยุทธ์  อนุทิน 64505000000.jpg

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการ ‘รวบอำนาจ’ ในการแก้ปัญหาโควิด โดย ครม. ได้ไฟเขียวให้ ‘โอนอำนาจชั่วคราว’ ให้ นายกฯ ในพระราชบัญญัติ 31 ฉบับ ซึ่งมีทั้งกฎหมายด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และด้านความมั่นคง ต่อมา ‘อนุชา บูรพชัยศรี’โฆษกรัฐบาล ออกมาชี้แจงว่า รัฐมนตรียังมีอำนาจอยู่ ยกเว้นบางเรื่องที่นายกฯ สั่งการได้ จากเดิมที่จะต้องผ่านรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่เป็นการไปยึดอำนาจ จากรัฐมนตรีมาทั้งหมด แต่เป็นการเสริมอำนาจให้นายกฯ สั่งการได้โดยตรงมากกว่า

ความเคลื่อนไหวหนึ่งของ ‘อนุทิน’ ที่ปรากฏขึ้น ได้โพสต์เพจเฟซบุ๊ก ที่ย้ำว่าทำตามคำสั่งของ นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชา โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า “บางท่านทั้งให้กำลังใจ และห่วงใยว่ามีการยึดอำนาจ แย่งอำนาจของกระทรวงสาธารณสุข ผมได้แต่ตอบไปว่า รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด และ เป็นผู้รับผิดชอบ อยู่แล้ว ผมมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย และคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรี มาโดยตลอด”

ขณะเดียวกันยังมีกระแสข่าวตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่มีการปล่อยข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะ ‘เทภูมิใจไทย’ แล้วดึง ‘เพื่อไทย’ มาร่วมรัฐบาลแทน หากมีการปรับ ครม. เกิดขึ้น แถมลงลึกถึงขั้น มีการ ‘ดีลเก้าอี้ รมต.’ กันแล้ว

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะดึงเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข กลับมาเป็น ‘โควตาตัวเอง’ ด้วย ทำให้ ‘แกนนำเพื่อไทย’ หลายคน โดยเฉพาะ 'ภูมิธรรม เวชยชัย' ต้องออกมาโต้ข่าวนี้ทันควัน พร้อมย้ำว่าเป็นการปล่อยข่าวจากฝั่งรัฐบาลกันเอง ในยามไร้เอกภาพ ซึ่งเป็นข่าวเท็จทั้งสิ้น

ทั้งนี้กลับไปสอดรับกับรายงานข่าว อ้างคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวช่วงท้ายในการประชุม ครม. เมื่อ 27เม.ย.ที่ผ่านมา ถึง รมต.บางคน ที่ไป ‘คนนินทา-ว่าร้าย’ แม้รัฐมนตรีหลายคนเมื่อเจอสื่อ จะหลีกเลี่ยงตอบคำถามเรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีใครออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง

“มีรัฐมนตรีบางคนพูดจาไม่ดีและนินทาผมในที่ประชุมบางวง ให้ระวังตัวไว้ด้วย ผมเป็นคนตัดสินใจเลือกเข้ามาทำงาน จะชอบหรือไม่ชอบผม อย่านินทาให้ผมได้ยิน ถ้าผมได้ยินอีก ผมจำเป็นต้องปรับออก จะริบโควตานั้นมาเป็นของผมเอง ระวังตัวไว้ด้วยละกัน ผมไม่เคยทำให้ท่านเสียหาย ผมมีทีมงานคอยดู ‘เฟซบุ๊ก’ ทุกท่าน ผมไม่วางใจและไม่สบายใจ ใครก็ตามที่สร้างความขัดแย้ง เกลียดชัง ทุจริต ถ้ามีปัญหาผมจะพิจารณาเอาออก ผมจะไม่ให้โควตาพรรค จะดึงมาเป็นโควตาผม” รายงานข่าว อ้างคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ในที่ประชุม ครม.

ทำให้ ‘อนุทิน’ กลายเป็น ‘ตำบลกระสุนตก’ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย ‘อนุทิน’ ได้ออกมาชี้แจงว่า “ผมกับท่านนายกฯยังมีการคุยด้วยความเคารพ และผมยังเคารพนายกฯ ตลอดเวลา คุยกันมาตลอด เมื่อวานซืนก็คุย เมื่อวานก็คุย หลังประชุม ครม.ก็คุย เช้านี้ประชุมทั้งเช้า ทั้งบ่าย กลับมาท่านยังโทรศัพท์มาสั่งงาน ไม่เคยมีความขุ่นข้องหมองใจอะไร”

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดเช่นนี้ นอกจาก สธ. ที่เป็น ‘ด่านหน้า’ แล้ว ยังมี ‘กองทัพ’ ที่เปรียบเป็น ‘ด่านหน้า’ เช่นกัน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ ‘กองทัพ’ เป็นกองหนุนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องขอให้มาช่วยแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง รพ.สนาม การนำรถทหารมาเสริมการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมทั้งการให้กระทรวงกลาโหมมาช่วยเพิ่มคู่สายในการรับสายประชาชน

อนุทิน โรงพยาบาลสนาม นิมิบุตร โควิด  341872_n.jpg

ซึ่ง ผบ.เหล่าทัพ ก็รับลูก พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี ‘ขุนพลทหาร’ นอกจาก ผบ.เหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ‘กองทัพ’ ยังคงเป็น ‘กองหนุน’ ที่สำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ยุค คสช. มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยามวิกฤตเช่นนี้และทางการเมือง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะรุ่น ‘เตรียมทหาร’ ห่างจาก ผบ.เหล่าทัพ 8-10 ปี เพราะ ผบ.เหล่าทัพ ชุดปัจจุบัน จบ ตท.20-21-22 ไม่ทันเรียนกัน แต่ ‘ระยะห่าง’ นี้ ก็ไม่ใช่ปัญหา ด้วยระบบโครงสร้างกองทัพที่วางมา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็เคยรับประกันถึงความแนบแน่นนี้

“เขารักผมทุกคน ไปถามเขา ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ในการประชุมก็พูดคุยกันดี” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“ทหารทหารสืบทอดมากันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ ระเบียบวินัยถ่ายทอดมายาวนานสิ่งเหล่านี้มีเรื่องความผูกพันและความเป็นพี่น้อง รุ่นพ่อก็มีที่อยู่ในระบบ รุ่นลูกก็มี เขาบังคับบัญชากันมาโดยตลอด ข้อสำคัญผู้บังคับบัญชาจะต้องไม่เอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทุจริต ต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรม นั่นคือการเป็นผู้บังคับบัญชาเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่สักว่ามีแต่อำนาจ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

รวมทั้งเอกภาพระหว่าง ‘รัฐบาล-กองทัพ’ ที่เป็น ‘เนื้อเดียวกัน’ แม้ ผบ.เหล่าทัพ ชุดปัจจุบัน จะหลีกเลี่ยงการพบสื่อและให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง แต่การสนับสนุนงาน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำอย่างเต็มกำลัง ย้อนกลับไปปี63 ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดการชุมนุมใหญ่ มาพร้อมกระแสข่าว ‘รัฐประหาร’ เพื่อ ‘กระชับอำนาจ’ สุดท้ายก็เป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ กับกองทัพ ถือเป็น ‘องคาพยพ’ เดียวกัน ในสถานการณ์ที่ข้อเรียกร้อง ‘ทะลุเพดาน’ และตกเป็นเป้าทั้งคู่

ท่ามกลางวิกฤตโควิดเช่นนี้ กองทัพจึงต้องทำหน้าที่ตัวเอง เพื่อลบคำวิจารณ์ว่า ‘มีทหารไว้ทำไม’ และเป็น ‘กองหนุน’ ค้ำเสถียรภาพรัฐบาลไปในตัว เพราะโควิดระลอกนี้ ทำให้ รัฐบาล กับ พล.อ.ประยุทธ์ อ่วมไปทั้งตัว

เพราะเลือด (ทหาร) ข้นกว่าน้ำ !!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปริศนา ลายพราง
137Article
0Video
39Blog