ไม่พบผลการค้นหา
'อัครนันท์' รมช.ศธ. ตอบกระทู้เรื่องนโยบายเรียนฟรี ยอมรับงบอุดหนุนรายหัวแบบเดิมไม่สะท้อนบริบทจริง เตรียมปรับสูตรจัดสรรงบประมาณปี 2571 ใหม่ให้เท่าเทียม-เป็นธรรม พร้อมนำระบบ Traffy Fondue รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองโดยตรง

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นผู้ชี้แจงกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เกี่ยวกับปัญหาค่าใช้จ่ายในการเรียนฟรี หลังพบสถานศึกษาบางแห่งเรียกเก็บเงินในรายการที่ห้ามเก็บ แต่ใช้ชื่อใกล้เคียงกัน เช่น ประกาศห้ามเก็บค่าหนังสือเรียน แต่เก็บค่าแบบเรียนและสมุด หรือห้ามเก็บค่าเครื่องแบบแต่เก็บค่าเสื้อกีฬาสีและเสื้อสูทพิธีกรรม ตลอดจนการเก็บเงินโดยอ้างความสมัครใจที่ไม่มีความชัดเจน เช่น ค่าจ้างครูต่างประเทศ หรือค่าห้องเรียนปรับอากาศ สร้างความกังวลให้ผู้ปกครองว่าหากไม่จ่าย บุตรหลานจะเสียเปรียบหรือได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง ทั้งยังมีการมัดรวมหลายรายการไว้ในบรรทัดเดียว ภายใต้ชื่อค่าบำรุงการศึกษาทำให้ยากต่อการตรวจสอบรายละเอียด ตลอดจนกรณีการออกบิลในนามสมาคมผู้ปกครอง ซึ่งอาจเป็นเทคนิคของสถานศึกษาในการหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความซับซ้อนและปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนานในระบบการศึกษาไทย โดยภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 บัญญัติให้รัฐต้องจัดทำการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลได้ใช้เป็นฐานในการนิยามคำว่า เรียนฟรี โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 5 รายการหลัก ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครอบคลุมตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา (ปวช.)

อย่างไรก็ตาม รมช.ศึกษาธิการ ยอมรับว่า ปัจจุบันผู้ปกครองยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือหลักสูตรหรือค่าบำรุงการศึกษา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปัญหาหลักเกิดจากงบประมาณสนับสนุนที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวในอดีตที่ให้เท่ากันทุกโรงเรียน ไม่สามารถสะท้อนความจริงได้ เนื่องจากโรงเรียนแต่ละแห่งไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ต่างมีค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าอินเทอร์เน็ต ที่แตกต่างกันไปตามบริบท

แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามาบริหารในช่วงปลายของงบประมาณปี 2570 ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายงบประมาณได้อย่างเต็มที่ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้พยายามบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น โดยสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษใน 2 ส่วน คือ สนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือค่าไฟฟ้าโรงเรียนละ 6,000 บาทต่อปี คาดว่าครอบคลุม 15,848 โรงเรียน สนับสนุนงบประมาณบริหารจัดการโรงเรียนละ 20,000 บาทต่อปี สำหรับโรงเรียนในพื้นที่พิเศษและถิ่นทุรกันดาร คาดว่าครอบคลุม 817 โรงเรียน

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ในงบประมาณปี 2571 รวมถึงการร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้การกระจายงบประมาณมีความเท่าเทียม เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ได้มีแนวคิดที่จะยกเลิกการบังคับทำประกันชีวิตในโรงเรียนที่ซ้ำซ้อน และเตรียมนำระบบเทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชัน Traffy Fondue เข้ามาใช้เป็นช่องทางให้ผู้ปกครองสามารถร้องเรียนปัญหาและส่งข้อมูลตรงมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลดขั้นตอนทางธุรการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น