ไม่พบผลการค้นหา
​สีจิ้นผิงกล่าวชัดบนเวทีโลก ต้องการผลักดันความร่วมมือของนานาชาติเพื่อสู้วิกฤตโควิด-19 แต่ยังเดินหน้ากดดันความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ท้าทายนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล โจ ไบเดน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกหลังผู้นำสหรัฐฯ โจ ไบเดน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บนเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Davos Agenda ซึ่งจัดโดย World Economic Forum (WEF) มีใจความสำคัญในการต้องการผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ 'เพื่อเอาชนะวิกฤตเศรษฐกิจและโควิด-19'

สีกล่าวว่า "เศรษฐกิจในทุกภูมิภาคของโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักพร้อมๆ กันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อุตสาหกรรมมากมายและซัพพลายเชนสำคัญเผชิญหน้ากับอุปสรรคครั้งใหญ่ ขณะที่ภาคการค้าและการลงทุนก็ต้องเผชิญกับภาวะซบเซา การฟื้นตัวของทั้งโลกยังคงสั่นคลอนและไร้ซึ่งความมั่นคงแม้ว่าเม็ดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์จะถูกใช้ไปกับการอัดฉีดระบบเศรษฐกิจและการเยียวยาประชาชนก็ตาม"

สิ่งที่ประธานาธิบดีจีนเรียกร้องไปยังรัฐบาลนานาประเทศก็คือ "จงละทิ้งอุดมการณ์ที่เข้าข้างข้างใดข้างหนึ่ง พร้อมเดินร่วมกันไปในเส้นทางของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อผลประโยชน์ร่วม และการทำงานร่วมกันแบบชนะด้วยกันทุกฝ่าย" อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงธีมหลักในการนำเสนอครั้งนี้คือการรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งสีได้กล่าวว่า "การสร้างกลุ่มก้อนให้เกิดขึ้นสำหรับคนบางกลุ่มหรือความพยายามจะสร้างสงครามย็น ... มีแต่จะผลักให้สังคมโลกไปสู่การแบ่งแยกและการเผชิญหน้า"

แม้ผู้นำจีนจะไม่ได้เอ่ยชื่อของผู้นำชาติอื่นใดๆ แต่ระหว่างที่สีจิ้นผิงพูดถึงประเด็น "การแบ่งแยก" เขาได้พูดถึงประเด็นที่ทำให้หลายคนพอจะคาดเดาได้ว่าสีกำลังเอ่ยถึงใคร "มนุษยชาติต้องเรียนรู้ประสบการณ์ในแบบที่ยากลำบาก และประวัติศาสตร์ที่ว่านั้นก็เพิ่งจะจบสิ้นไป"

AFP - สีจิ้นผิง ดาวอส WEF


เดินหน้าคุกคามน่านฟ้าไต้หวัน ท้าทายอำนาจอธิปไตย และ 'กรุงวอชิงตัน'

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลจีนส่งเครื่องบินรบหลายประเภทบุกเข้าไปในขอบเขตน่านฟ้าที่อากาศยานซึ่งอยู่ภายใต้เขตจะต้องพร้อมแสดงตน หรือ Air Defense Identification Zone (ADIZ) ของ ไต้หวัน เสมือนเป็นการส่งสัญญาณของการ ท้าทายนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ เพียงไม่กี่วันหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งของ โจ ไบเดน 

กระทรวงกลาโหมไต้หวันชี้ว่าในว่าที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมามี เครื่องบินสัญชาติจีน 13 ลำบินเข้าเขตน่านฟ้าไต้หวันในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ และอีก 15 ลำในวันที่ 24 ม.ค. ส่งผลให้กรุงไทเปต้องเร่งใช้มาตรการป้องกันตนด้วยการเตรียมพร้อมเครื่องบินรบทันทีเพื่อจับตาสถานการณ์ ขณะที่ในปี 2563 ที่ผ่านมา ทางการจีนส่งเครื่องบินรบบินเข้าเขต ADIZ เช่นนี้มาแล้วมากถึง 380 เที่ยวบิน

สิ่งที่น่าจับตาครั้งนี้คือ นี่เป็นการส่งสัญญาณไปยังกรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ เพราะรัฐบาลจีนอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือไต้หวันมาโดยตลอด แม้ว่าไต้หวันจะยืนยันในการปกครองตนเองในระบอบบประชาธิปไตยมาตลอด 7 ทศวรรษก็ตาม ซึ่งทางการจีนยืนยันว่าจะไม่มีทางปล่อยให้ไต้หวันเป็นประเทศอิสระ และไม่มีการยกเลิกการใช้กำลังทางทหารหากจำเป็น ขณะที่รัฐบาลของ โจ ไบเดน ออก แถลงการณ์ในวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจีนควรหยุดข่มขู่คุกคามไต้หวัน และควรสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยของไต้หวันโดยเร็ว