ไม่พบผลการค้นหา
ในการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ คนกรุงเทพฯ ไม่ได้กากบาทเลือกแค่ ‘ผู้ว่าฯ’ ที่จะมานั่งศาลาว่าการเพียงคนเดียว แต่ในคูหาเดียวกันนั้น เรากำลังเลือก ‘สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร’ หรือ ส.ก. อีก 50 เขตไปพร้อมกัน

เพราะต่อให้ผู้ว่าฯ จะขยันลงพื้นที่ตั้งแต่ตีห้า ไลฟ์ตรวจงานทุกเช้า หรือมีนโยบายเส้นเลือดฝอยดีแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกบาททุกสตางค์ที่จะแปรนโยบายให้เป็นจริง ต้องผ่านการอนุมัติจากสภา กทม. ทั้งสิ้น

🟢‘การตรวจสอบเชิงสร้างสรรค์’ กับ ‘การสกัดกั้นเชิงการเมือง’

ในระบอบประชาธิปไตย ‘การค้าน’ คือการไม่เห็นด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ สภาที่ยกมือเห็นชอบทุกเรื่องตามฝ่ายบริหารต่างหากที่น่ากลัวกว่า

หน้าที่ของสภา กทม. ตามกฎหมายคือการถ่วงดุล ตรวจสอบการใช้งบประมาณก้อนมหาศาลปีละกว่าแสนล้านบาท และเป็นปากเป็นเสียงแทนคนในระดับเขตที่ผู้ว่าฯ คนเดียวมองไม่ทั่ว สภาที่ดีต้องตั้งคำถามว่า โครงการนี้คุ้มไหม ตัวเลขนี้สมเหตุสมผลหรือเปล่า ของบมาแล้วปีก่อนทำไมยังไม่เสร็จ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ค้านหรือไม่ค้าน แต่อยู่ที่เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง ‘การตรวจสอบเชิงสร้างสรรค์’ หรือ Constructive Oversight กับ ‘การสกัดกั้นเชิงการเมือง’ หรือที่เรียกว่า Political Obstruction

เส้นแบ่งนี้ดูออกได้ไม่ยากนัก หากตัดงบเพราะตัวเลขฟุ่มเฟือยจริง มีทางเลือกที่ถูกกว่าและดีกว่ามาเสนอ นั่นคือการทำงาน หัวใจสำคัญคือ ค้านได้ แต่ต้องค้านบนฐานของข้อมูลและประโยชน์ของคนเมืองส่วนใหญ่

และสภา กทม. คือ ‘พื้นที่ปลอดการเมือง’ เวลาเกิดน้ำท่วมขังปากซอย ฝาท่อชำรุด ไฟริมทางที่ดับมืด ทางม้าลายที่รถไม่ยอมหยุด ขยะตกค้าง ปัญหาเหล่านี้ไม่เคยถามว่าเขตนี้ ส.ก. พรรคไหน เพราะมันท่วม มันมืด มันอันตรายเท่ากันหมด หากนโยบายไหนดี เรื่องไหนเกิดประโยชน์กับประชาชน สภากับผู้ว่าฯ ควรจับมือกันโดยไม่ต้องเขินอาย

มากไปกว่านั้น ส.ก. คือคนที่รู้จักหน้างานในเขตของตัวเองดีกว่าใคร รู้ว่าซอยไหนรถติดเพราะตลาดนัด รู้ว่าโรงเรียนไหนหลังคารั่ว รู้ว่าชุมชนไหนเสี่ยงไฟไหม้ ถ้าระบบอย่าง Traffy Fondue เปลี่ยนประชาชนล้านคนให้กลายเป็น ‘เซนเซอร์’ ของเมืองได้ ส.ก. 50 เขตก็เปรียบเป็นเซนเซอร์ระดับนโยบายที่ส่งข้อมูลหน้างานกลับเข้าสภา

หากสภาและฝ่ายบริหารร่วมกัน ‘ออกแบบลำดับความสำคัญของงบประมาณ’ ตั้งแต่ต้นน้ำ งานเมืองจะเดินหน้าได้ไวขึ้น ประโยชน์จะถึงประชาชนคนเมืองได้ไวขึ้น

🟢ส่องโมเดลโลก ผู้ว่าสไตล์ ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ เขาอยู่กับสภากันยังไง

ชัชชาติและผู้บริหารเมืองใหญ่หลายคนเดินทางสายเดียวกัน คือเอาข้อมูลและหน้างานนำการเมือง และบทเรียนเรื่อง ‘การทำงานกับสภา’ ของพวกเขาก็สามารถเป็นโมเดลให้กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้

‘นิวยอร์ก’ ยุค ไมเคิล บลูมเบิร์ก กับการเอา ‘ข้อมูล’ มาดับ ‘การเมือง’ บลูมเบิร์กผลักดันสายด่วน 311 ให้เป็นช่องทางกลางที่ชาวนิวยอร์กแจ้งปัญหาเมืองได้ทุกเรื่อง เรียกว่าเป็นพี่ของ Traffy Fondue ก่อนยุคแอปฯ เสียด้วยซ้ำ จุดที่น่าเรียนรู้คือเขาใช้ ‘ข้อมูล’ เป็นภาษากลางในการคุยกับสภาเมือง เมื่อทุกฝ่ายเถียงกันบนตัวเลขชุดเดียวกันว่าเขตไหนเรื่องร้องเรียนเยอะ ปัญหาไหนแก้ช้า การถกเถียงก็เลื่อนจาก ‘ความรู้สึกและพรรคพวก’ มาสู่ ‘หลักฐาน’ งานเดินได้ไวขึ้น

ปารีส ยุค อานน์ อีดัลโก กับ ‘เมือง 15 นาที’ และงบที่ให้ประชาชนตัดสินเอง อีดัลโกคือเจ้าแม่ของแนวคิด ‘เมือง 15 นาที’ หรือ 15-minute city ที่ว่าทุกคนควรเดินหรือปั่นจักรยานถึงทุกสิ่งจำเป็นในชีวิตได้ภายใน 15 นาที นับเป็นปรัชญาเส้นเลือดฝอยฉบับปารีส แต่หมัดเด็ดของเธอที่กรุงเทพฯ ควรลอกการบ้านคือ ‘งบประมาณแบบมีส่วนร่วม’ หรือ Participatory Budgeting ที่กันงบลงทุนส่วนหนึ่งของเมืองไว้ให้ ‘ประชาชนโหวตเลือกโครงการเอง’ โดยตรง เพราะเมื่อโครงการมาจากฉันทามติของคนในพื้นที่จริงๆ ส.ก. คนไหนจะกล้าตัดงบที่ประชาชนเลือกมากับมือ

🟢28 มิถุนายนนี้ คนกรุงไม่ได้เลือกแค่คนขับ แต่เลือก ‘ทั้งระบบ’

หาก 4 ปีที่ผ่านมาคือการพิสูจน์ว่าคนกรุงเทพฯ พร้อมเลือก ‘คนทำงาน’ มานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ การเลือกตั้งครั้งนี้คือบททดสอบที่ไปไกลกว่านั้น คือคนกรุงพร้อมจะเลือกสภาที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง

เพราะ ‘งานเมือง’ จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากมีแค่ผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว การส่งสัญญาณที่ทรงพลังที่สุดในวันที่ 28 มิถุนายน จึงไม่ใช่แค่การเลือกผู้ว่าฯ เบอร์ที่ใช่ แต่คือการเลือก ส.ก. ที่ตรวจสอบเมื่อควรตรวจสอบ และจับมือเมื่อควรจับมือ

งานเมืองจะยังนำการเมืองได้ต่อไปหรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ศาลาว่าการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในคูหาเลือกตั้งทั้ง 50 เขต ที่คนกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ขีดเส้นด้วยตัวเองในวันที่ 28 มิถุนายนนี้