ไม่พบผลการค้นหา
รายงานจากการสืบสวนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ กล่าวหาว่ารัสเซียก่ออาชญากรรมสงครามในวงกว้างบนแผ่นดินยูเครน รวมถึงการบังคับลักพาตัวเด็กในพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่ของยูเครนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหามีอยู่ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (16 มี.ค.) โดยคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศเกี่ยวกับยูเครน ซึ่งกล่าวว่าการกระทำบางอย่างของรัสเซีย อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

ในบรรดากรณีที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ผู้สืบสวนอ้างถึงการโจมตีในหลายครั้ง ที่มีต่อเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้คนหลายแสนคนถูกตัดขาดจากพลังงานความร้อนและการมีไฟฟ้าใช้ในช่วงฤดูหนาว เช่นเดียวกับการใช้การทรมานอย่าง “เป็นระบบและแพร่หลาย” ในหลายภูมิภาคของยูเครนภายใต้การยึดครองของรัสเซีย

“มีองค์ประกอบของการวางแผน และความพร้อมทางทรัพยากร ซึ่งบ่งชี้ว่าทางการรัสเซียอาจกระทำการทรมาน อันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” อีริก โมส อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งนอร์เวย์และศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ซึ่งเป็นผู้นำการสืบสวนในครั้งนี้กล่าว

จากการสืบสวนพบการก่ออาชญากรรมต่อชาวยูเครนในดินแดนของรัสเซีย รวมถึงเด็กชาวยูเครนที่ถูกเนรเทศและขัดขวางไม่ให้กลับมาพบหน้ากับครอบครัวของพวกเขาในยูเครน รายงานยังระบุอีกว่า รัสเซียมีระบบ “การกรอง” ที่มีเป้าหมายเพื่อคัดแยกชาวยูเครน ในการการกักขังและการทรมาน อีกทั้งสภาพการควบคุมตัวที่ไร้มนุษยธรรม

รัสเซียปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้กระทำการโหดร้ายหรือโจมตีพลเรือนในยูเครน โดยในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัสเซียมักได้ยินข้อกล่าวหาเช่นนี้เป็นประจำ โดยเธอกล่าวเสริมว่า หากผู้ที่อยู่เบื้องหลังรายงานดังกล่าวสนับสนุนความเป็นกลาง “เราก็พร้อมที่จะวิเคราะห์กรณีนี้เป็นเฉพาะเจาะจง ตอบคำถาม ให้ข้อมูล สถิติ และข้อเท็จจริง แต่ถ้าพวกเขามีความลำเอียง ถ้าพวกเขาเป็นเพียงมุมมองเดียว… ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะตอบสนองต่อรายงานเหล่านี้”

รายงาน 18 หน้า ซึ่งอ้างอิงจากการสัมภาษณ์มากกว่า 500 ครั้ง ภาพถ่ายดาวเทียม และการไปเยี่ยมชมสถานที่กักกันและหลุมฝังศพ ได้รับการเปิดเผยออกมา เนื่องจากศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮกคาดว่าจะมีการขอออกหมายจับกุมเจ้าหน้าที่รัสเซีย ในข้อหาบังคับส่งตัวเด็กออกจากยูเครน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน รายงานยังระบุอีกว่า กองกำลังรัสเซียดำเนินการโจมตียูเครนอย่าง "ไม่เลือกปฏิบัติและไม่ได้สัดส่วน" และเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ

“ความขัดแย้งในการสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยูเครน ส่งผลกระทบร้ายแรงในหลายระดับ” โมสกล่าว “การสูญเสียของมนุษย์และการเพิกเฉยต่อชีวิตของพลเรือน… เป็นเรื่องที่น่าตกใจ” ทั้งนี้ รายงานระบุว่าการโจมตีของรัสเซียอย่างน้อย 13 ครั้งตั้งแต่เดือน ต.ค. ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน ตลอดจนการใช้การทรมาน “อาจถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ”

รายงานอ้างถึงตัวเลขของรัฐบาลยูเครน ที่พบว่ามีเด็กประมาณ 16,000 คนถูกย้ายและเนรเทศออกจากยูเครนอย่างผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดี รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าตัวเองได้อพยพผู้คนออกจากยูเครนด้วยความสมัครใจ รายงานยังระบุด้วยว่า มีเด็กคนอื่นๆ ถูกบังคับให้ดูคนที่ตัวเองรักถูกข่มขืน หรือถูกขังในห้องใต้ดินของโรงเรียนร่วมกับศพ 

รายงานชี้ว่า เหยื่อในสถานกักกันของรัสเซียถูกไฟช็อตด้วยโทรศัพท์ทหาร ซึ่งทหารรัสเซียเรียกวิธีการทรมานดังกล่าวว่าเป็นการ "โทรศัพท์ไปหาปูติน" หรือถูกห้อยลงมาจากเพดานใน “ท่านกแก้ว” ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการกระทำของรัสเซียอาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่ ตามที่ยูเครนได้ออกมายืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวก่อนหน้า โมสกล่าวว่าคณะกรรมาธิการของเขายังไม่พบหลักฐานดังกล่าว แต่จะมีการติดตามการสืบสวนต่อไป

ยูเครนซึ่งเรียกร้องให้มีการจัดตั้งศาลพิเศษ เพื่อดำเนินคดีกับผู้นำทางการเมืองและการทหารของรัสเซีย ในกรณีการก่ออาชญากรรมการรุกรานยูเครน ได้กล่าวว่าคณะกรรมการมีความสำคัญ เพื่อที่จะทำให้มั่นใจได้ว่ารัสเซียจะต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพบเหตุอันสมควรที่จะสรุปว่า การบุกรุกของรัสเซียต่อยูเครน มีคุณสมบัติเป็นการกระทำอันเป็นการรุกราน

อย่างไรก็ดี รายงานยังพบว่ากองกำลังยูเครนได้กระทำ “การละเมิดจำนวนเล็กน้อย” รวมถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการโจมตีตามอำเภอใจ และการทรมานเชลยศึก ทั้งนี้ รัฐบาลยูเครนไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อผลการสืบสวนดังกล่าวในทันที

รายงานของคณะกรรมาธิการจะถูกนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในนครเจนีวาช่วงวันจันทร์ที่จะถึง (20 มี.ค.) ทั้งนี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มีเป้าหมายที่จะขยายและหยั่งรากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยในบางครั้งการสืบสวนของคณะกรรมาธิการได้นำไปสู่การฟ้องร้องในศาลระหว่างประเทศ นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการกล่าวว่าตัวเองกำลังดำเนินการหารายชื่อผู้กระทำผิด ที่อาจจะถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติด้วย


ที่มา:

https://www.aljazeera.com/news/2023/3/16/un-backed-investigation-accuses-russia-of-war-crimes-in-ukraine?fbclid=IwAR1D8KrJ0A4ZohnGMRCvo5h4yK2qQlmLD7eAqI7fGm6BFaEAUH6bca0WASQ