ไม่พบผลการค้นหา
ปัญหาเรื้อรังภายในพรรคพลังประชารัฐ เปรียบเสมือน ‘สนิมเนื้อใน’ ที่กัดกร่อนพรรคมาตลอด จนมาปะทุจากกรณี ‘ธรรมนัสเอฟเฟกต์’ แผนโค่น ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สะดุดกลางสภา นำมาสู่การปลด ‘ธรรมนัส-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์’ พ้น รมต. ชนิด “สายฟ้าฟาด”

ทำให้ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอยู่ในสภาวะ ‘กลืนเลือด’ ต้อง ‘ประคองทัพ’ ต่อไป ชนิดที่ว่า “ถือดาบคนละเล่ม ถือโล่คนละอัน” แค่สงบศึกชั่วคราว

หนึ่งในแนวทางที่ พล.อ.ประวิตร เลือกใช้ ก็ไม่ต่างจาก ‘ยุทธวิธีทางทหาร’ เฉกเช่นเมื่อเกิด “ความขัดแย้ง” ในกองทัพหรือระหว่างพี่น้องทหาร คือ ให้ทำราวกับ “แล้วๆกันไป” เพราะอย่าลืมว่าครั้งนี้ เปรียบเป็น “ศึกสายเลือด จปร.” ระหว่าง “ผู้กอง จปร.36”

กับ “นายพล จปร.23” ทำให้ พล.อ.ประวิตร เลือกใช้แนวทาง “สไตล์ทหาร” แก้ปัญหา โดยใช้ “ความเกรงใจ” เข้าสู้ด้วย

นั่นคือการตั้ง “บิ๊กน้อย” พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานที่ปรึกษา ทบ. นายทหารคนสนิทระดับเบอร์ต้นๆ เข้ามาทำงานใน พปชร. ในตำแหน่ง “ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ” อยู่ข้างกาย พล.อ.ประวิตร ตลอด

ประวิตร-อยุธยาประยุทธ์ อนุพงษ์ ทหาร กองทัพบก กองทัพ ทหาร 085038.jpg

สำหรับชื่อ พล.อ.วิชญ์ เป็นที่รู้จักในแวดวงกีฬา เพราะเป็น “ผู้ช่วยเหรัญญิก” คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เปรียบเป็นตัวแทน พล.อ.ประวิตร ในการคุมทัพ “บ้านอัมพวัน” ย่านเทเวศร์ ที่ตั้ง คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่า พล.อ.วิชญ์ มีชื่อเป็นแคนดิเดต เลขาธิการ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ต่อจาก พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ ที่เป็นเลขาธิการมายาวนานหลายสิบปี อีกทั้งปัจจุบัน พล.อ.วิชญ์ ยังเป็น ที่ปรึกษาสมาคมเทนนิส นายกสมาคมกีฬาม้าแข่งไทย ด้วย

ย้อนไปเมื่อครั้ง พล.อ.ประวิตร เข้าไปดูแล “สนามม้านางเลิ้ง” ก่อนสนามจะถูกปิดตำนานได้ไม่นาน พล.อ.วิชญ์ ได้รับการเลือกตั้งเป็น “เลขาธิการราชตฤณมัยฯ” แทน “เสธ.อ้าย”พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หลัง “บิ๊กอ๊อด”พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ ได้เสนอชื่อ พล.อ.วิชญ์ ขึ้นมา ทำให้ “เสธ.อ้าย” ไปนั่งเป็น “รองประธานบอร์ดราชตฤณมัยสมาคมฯ” แทนและตั้ง “บิ๊กตุ๊ด”พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตรอง ผบ.ทบ. เพื่อน ตท.1 ของ “เสธ.อ้าย” เป็น ประธานบอร์ดฯ

ย้อนไปราว 60 ปีก่อน “สนามม้านางเลิ้ง” ถูกคุมโดยมีนายทหาร เช่น พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา , พล.อ.สุรสิทธิ์ จารุเศรณี , พล.อ.โชติ หิรัณยัษฐิติ ยุคต่อมาคือ “เสธ.หนั่น”พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยยศพันโท โดยเป็นนายทหารคนสนิทของ “เสธ.หลาด” พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ที่เข้ามาดูแลสนามม้านางเลิ้งช่วงปี 2518 

จากนั้น พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตรอง ผบ.ทบ. และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ บิดาของ พล.อ.วิชญ์ ได้เข้ามาเป็น “ประธานคณะกรรมการอำนวยการแข่งม้า” 

ในช่วงนั้น “สนามม้านางเลิ้ง” ถูกใช้เป็นที่วางแผนการยึดอำนาจ 26 มี.ค. 2520 ที่สุดท้ายกลายเป็น “กบฏ 26 มีนา” จากนั้นได้รับการนิรโทษกรรม พล.อ.ยศ ได้ให้ “เสธ.หนั่น-เสธ.อ้าย” เข้ามาเป็น “กรรมการแข่งม้า” ที่สนามม้านางเลิ้ง

สำหรับ พล.อ.ยศ ขณะเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 คือผู้ที่ชักชวน “ป๋าเหนาะ”เสนาะ เทียนทอง เข้าสู่ถนนการเมือง ลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคชาติไทย ซึ่ง “ป๋าเหนาะ” เป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลายประเภทในนาม “ส.เทียนทอง” เป็นที่รู้จักในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี-จ.สระแก้ว

วิชญ์ ประชุม พปชร.

(พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานยุทธศาสตร์ พปชร.)

สำหรับ พล.อ.วิชญ์ จบ ตท.11 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ กับ พล.ร.อ.สุวิทย์ ธาระรูป และ จบนายร้อย จปร. รุ่น 22 รุ่นเดียวกับ พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร “เสธ.แดง”พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

แม้ว่า พล.อ.วิชญ์ จะเป็น “ทหารราบ” สายวงศ์เทวัญ แต่กลับสนิทกับ “ก๊วนทหารม้า” โดยนายทหารใกล้ชิดของ พล.อ.วิชญ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.25 กับ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเป็น “ทหารม้า” รวมทั้งสนิทกับ “เสธ.ไอซ์”พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ที่เป็นรุ่นพี่ ตท.10 รุ่นใกล้เคียง พล.อ.วิชญ์ ที่จบ ตท.11 ซึ่ง “เสธ.ไอซ์” เป็นบุคคลที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความเคารพ

ดังนั้นจึงทำให้ พล.อ.วิชญ์ เปรียบเสมือน “โซ่ข้อกลาง” ในการเชื่อมรุ่น “สยบศึกสายเลือด จปร.” ภายใน พปชร. เพราะเป็น “รุ่นพี่” ของ พล.อ.ประยุทธ์ (ตท.12) และเป็นก๊วนเดียวกับ “เสธ.ไอซ์” ที่ ร.อ.ธรรมนัส เกรงใจด้วย ซึ่ง พล.อ.วิชญ์ ย้ำถึงภารกิจสร้างความปรองดองใน พปชร. ตามที่ พล.อ.ประวิตร ขอให้ทุกคนรักกัน ทั้งนี้ พล.อ.วิชญ์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้มา “คานอำนาจ” ระหว่าง “2ป.ประยุทธ์-ประวิตร” แต่อย่างใด

“ไม่มีคานอะไรทั้งสิ้น มาช่วยหัวหน้าพรรค” พล.อ.วิชญ์ กล่าว

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพจาก “พ่อสู่ลูก” ระหว่าง พล.อ.ยศ กับ พล.อ.วิชญ์ เรียกได้ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

ธรรมนัส วิชญ์ เทพหัสดิน พลังประชารัฐ _ประชุม พปชร._210923_13.jpg

แม้ภายใน พปชร. จะมีปัญหา “ศึกสายเลือด จปร.” ในฟากฝั่ง ทบ. ก็มีการขยับเช่นกัน หลังโผโยกย้ายนายพลเสร็จสิ้น เข้าสู่ยุค “บูรพาพยัคฆ์” กลับมาผงาดอีกครั้ง ในการเข้าไลน์ขึ้นชิง ผบ.ทบ. ในอนาคต นั่นคือ “บิ๊กต่อ”พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ (ตท.23) แม่ทัพภาคที่ 1 ว่าที่ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เข้าไลน์แคนดิเดต ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. เกษียณอายุราชการในปี 2566 โดย พล.ท.เจริญชัย เติบโตมาจาก สายทหารเสือฯ ร.21 รอ. เหมือนกับ พล.อ.ประยุทธ์

ส่วนในตำแหน่ง 5 เสือ ทบ. ที่สำคัญอีกคือ ‘เสธ.ติ่ง’ พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเสธ.ทบ. ขึ้นเป็น เสธ.ทบ. เป็นเพื่อน ตท.22 กับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่ต้องดูแลงาน กอ.รมน. ด้วย เพราะเป็น เลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ซึ่ง พล.ท.สันติพงศ์ เติบโตมาจากสายทหารเสือฯ ร.21 รอ. เหมือนกับ พล.อ.ประยุทธ์

รวมทั้ง ‘บิ๊กโต’พล.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง (ตท.23) แม่ทัพน้อยที่ 1 ว่าที่ แม่ทัพภาคที่ 1 เติบโตมาจากสายบูรพาพยัคฆ์ พล.ร.2 รอ. เช่นเดียวกับ ‘3ป.’ ที่ต้องดูแลพื้นที่ภาคกลาง-กทม. ซึ่งถือเป็นพื้นที่คุมกำลัง ‘ขุมกำลังปฏิวัติ’ รวมทั้งพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่างๆ

สุขสรรค์ หนองบัวล่าง 361A9308-873C-4054-BD9B-D7CB625E5EE0.jpegเจริญชัย หินเธาว์ กองทัพบก 7F7B72C-3C4C-4BBA-BF41-A61C3D2EE35F.jpeg

(พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ แม่ทัพภาคที่1 ขยับขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เตรียมนั่ง ผบ.ทบ.ในอนาคต)

จึงทำให้คู่แคนดิเดตอย่าง “เสธ.อ๊อฟ”พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี (ตท.24) รองเสธ.ทบ. บุตรชาย “บิ๊กตุ๋ย”พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีตผบ.ทบ. ที่เติบโตมาจาก ร.11 รอ. สายวงศ์เทวัญ ต้องไปขึ้น “พลเอก” ตำแหน่ง หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เรียกได้ว่า “หลุดไลน์” ไปแล้วในการขึ้นชิง ผบ.ทบ. ในอนาคต ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า พล.ท.ทรงวิทย์ ยังไม่สามารถ “แหวกม่านประเพณี” คนขึ้นเป็น ผบ.ทบ. จะต้องจบ นายร้อย จปร. เพราะ พล.ท.ทรงวิทย์ จบจาก นายร้อย Virginia Military Institute หรือ VMI จากสหรัฐฯมา

ทรงวิทย์ หนุนภักดี 0C2EE1BE-30BE-49F4-8C3A-2A7F039373BA.jpeg

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพ “ความเป็นทหาร” ทั้งการแก้ปัญหา “ศึกใน พปชร.” และการ “คานอำนาจ” ภายใน ทบ. ของสายต่างๆ ระหว่าง “บูรพาพยัคฆ์-วงศ์เทวัญ” ที่มีแนวทางแก้ปัญหาคล้ายคลึงกัน เพราะสุดท้ายทั้ง “พปชร.” กับ “ทบ.” ยังคงอยู่ในมือ “3ป.” 

ท่ามกลางการเร่งเครื่องลงพื้นที่ของ “3ป.” ยิ่งตอกย้ำว่าใกล้ถึงเวลา “ยุบสภา” เข้ามาเรื่อยๆ การมี “พรรค” และ “กองทัพ” ที่เป็น “กองหนุน” ที่เข้มแข็ง ก็เป็นอีกเสาค้ำอำนาจที่สำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปริศนา ลายพราง
155Article
0Video
39Blog